.

.

ยัยตัวเล็ก กับวิทยาศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ (ตอน 4)

 

ทีนี้ มาดูเรื่องข้อสอบเพชรยอดมงกุฏกัน

ตามลุงได้บอกไปแล้วว่า ทั่วไปข้อสอบจะมีหลายข้อ แต่มีเวลาจำกัดมาก
ดังนั้น เราจะต้องตกลงวิธีทำข้อสอบ กับเพื่อนในทีมให้ชัดเจนก่อนที่จะเข้าสอบ

ยกตัวอย่างเช่น

วิธีที่หนึ่ง หากในทีมมีฝีมือสูสีกัน ก็แบ่งกันทำคนละประมาณ 1 ใน 3 ของข้อสอบ พอแต่ละคนทำเสร็จแล้ว มาช่วยกันดูว่าใครทำข้อไหนไม่ได้
และหากเวลาเหลือจริงๆ ค่อยแลกข้อสอบกันทำ เผื่อเพื่อนอ่านโจทย์พลาด
หรือดูคำตอบผิด

วิธีที่สอง หากแต่ละคนมีจุดแข็ง จุดอ่อนไม่เหมือนกัน ก็ไม่ต้องแบ่งกันก็ได้ ทำด้วยกันไปเลย แต่หากข้อไหนเป็นการคำนวณ เมื่อคิดวิธีคำนวณได้ ก็ให้อีกคนเป็นคนคิดเลข

ส่วนสองคนที่เหลือก็ทำข้ออื่นต่อไป ที่สำคัญคือต้องคิดเร็ว และหากคิดไม่เหมือนกัน ต้องหาข้อยุติทันที อย่าช้า

หากข้อไหนไม่ได้จริงๆ อย่ามัวแต่ “งม” อยู่กับข้อนั้นนานเกินไป

การมัวแต่ “งม” กับข้อที่ทำไม่ได้นานเกินไป อาจทำให้เสียโอกาส ในการทำข้อง่ายที่เหลืออยู่

และอย่าลืม ตกลงกันให้เสร็จก่อนว่า ใครจะเป็นคน “ฝน” กระดาษคำตอบ


“ถ้าทำไม่ทันจริง ๆ จะทำไงดีคะ ลุง”
ยัยตัวเล็กถาม นั่งรอฟังคำตอบตาแป๋ว



ถ้าไม่ทันจริง ๆ ….
ผมคิด และชั่งใจว่าควรแนะนำดีมั้ย?

 

ก่อนอื่น เราต้องมาแยกแยะประเด็นบางประเด็นในชัดเจนก่อน
ผมบอกยัยตัวเล็ก หลังจากตัดสินใจ ที่จะอธิบายให้ฟัง

ปัญหาในการทำข้อสอบ อาจแยกได้เป็น สาม เรื่อง คือ

หนึ่ง เหมือนจะทำได้ แต่ก่ำกึ่งกับทำไม่ได้
สอง ทำไม่ได้เลย
สาม ทำไม่ทัน

แต่บอกก่อนนะ เรื่องที่ลุงจะบอก มันเป็นเรื่องวิชามาร ของพวก"เด็กหลังห้อง"
ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับเรา

ปัญหาข้อที่หนึ่ง ที่ว่า เหมือนจะทำได้ แต่ก่ำกึ่งกับทำไม่ได้ หมายถึง ข้อสอบบางข้อ เรารู้ว่าบางชอยส์ ไม่ถูกแน่นอน แต่ชอยส์ที่เหลือไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่ เช่น รู้ว่า กอไก่ กับ งองู ไม่ถูกแน่ๆ แต่ ขอไข่ กับคอควายนี่ ไม่รู้ว่า ถูกหรือผิด

“อ้อ แบบนี้ หนูเคยเป็นค่ะ หนูก็ตัดข้อที่คิดว่าไม่ถูกแน่ๆ ออก แล้วตัดสินใจเลือกเดา ข้อที่เหลือซักข้อ แต่ต้องตัดสินใจอยู่นานมาก ว่าจะเดาข้อไหนดี”


ทำแบบนั้น ก็ถูกแล้วลูก แต่อย่าเสียเวลาตัดสินใจนาน
ผมบอกยัยตัวเล็ก


การเดา ก็คือการเดา
อย่าเสียเวลากับการตัดสินใจ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร

เพราะนอกจากอาจไม่ได้อะไรแล้ว ยังเสียเวลาไปเปล่าๆ ด้วย
ผมเสริมความคิดเพิ่มเติม ให้ยัยตัวเล็กฟัง

 

ปัญหาข้อที่สอง คืออ่านโจทย์แล้ว ไม่รู้เรื่องเลย ทำนองว่า เรื่องที่โจทย์ถาม เป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย พออ่านชอยส์ดูก็ยิ่งคง  จะเลือกตัดชอยส์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะยิ่งอ่านยิ่งงง

แบบนี้คงไม่มีทางเลือกอะไร ที่ดีไปกว่าการ “เดา”

ส่วนปัญหาข้อที่สาม คือ การทำไม่ทัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเลย ในการทำข้อสอบ


“ทำไม ถึงไม่ควรให้เกิดขึ้นคะ ลุง แล้วเด็กหลังห้อง คืออะไรคะ”
ยัยตัวเล็ก ถามทันทีแบบเด็กใคร่รู้

 

เอาคำถามแรกก่อน....
ถามว่า ทำไม ไม่ควรเกิดประเด็น เรื่องทำข้อสอบไม่ทัน?
ผมเริ่มต้นอธิบายให้ยัยตัวเล็กฟัง

การทำข้อสอบไม่ทัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เศร้ามากสำหรับนักเรียนทุกๆ คน
เพราะว่า ข้อสอบที่ทำไม่ทัน หรือไม่ได้ทำนั้น
อาจเพียงแค่ ถ้าเราได้อ่านโจทย์ เราอาจทำได้เลยก็ได้

ข้อที่เราไม่ได้ทำ อาจเป็นข้อที่ง่าย หรืออาจเป็นข้อที่เราสามารถทำได้ทันที

ดังนั้น การไม่มีโอกาสได้อ่านโจทย์เลย ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และไม่ควรเกิดขึ้น


“ถ้างั้น ในการทำข้อสอบ เราต้องแบ่งเวลาให้ชัดเจน
และไม่ใช้เวลากับข้อใดข้อหนึ่งมากเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทำไม่ทัน”

ยัยตัวเล็ก สรุปประเด็นทันที

 

ทีนี้ มาว่ากันถึงวิชามาร ของ “เด็กหลังห้อง”

คำว่า “เด็กหลังห้อง” ในสมัยที่ลุงเป็นนักเรียน หมายถึง กลุ่มเด็กที่ชอบนั่งเรียน อยู่แถวหลังๆ ห้อง ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะ ในการแอบอ่านการ์ตูน แอบกินหนม แอบหลับ แอบคุย คนที่ขยันหน่อย ก็แอบลอกการบ้าน

“แอบลอกการบ้าน นี่ ถือว่า ขยันหรือคะ”
ยัยตัวเล็กแย้งทันที

อุ้ย...สมัยก่อน ในมุมมองของเด็กหลังห้องแล้วหล่ะก็ พวกแอบลอกการบ้านนี่ ถือว่าเป็นพวกขยันนะ

เพราะทั่วไป มักไม่ส่งการบ้านเลย เพราะขี้เกียจลอก ผมบอกยัยตัวเล็กแบบพวกมีประสบการณ์ตรง

“หนูว่า อย่างนี้ ไม่ถือว่า เป็นเด็กขยัน”
ยัยตัวเล็กยืนยันคำพูดเดิม

“และหนูว่า การลอกการบ้าน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การเป็นนักเรียนต้องตั้งใจเรียน ไม่ควรทำตัวเป็นเด็กหลังห้อง”


......
ผมนิ่งไปนิดหน่อย

ยังดีนะครับ ที่ไม่หลุดปากบอกไปว่า...
ลุงนี่แหละ หัวหน้าแก๊งเด็กหลังห้อง 6 ปีซ้อน....

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช