.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ข้อที่ 1

 

ข้อที่ 1.

กำหนดชื่อโรคดังนี้

ก. โรคเบาหวาน                                                             ข. โรคตาบอดสี

ค. โรคเอดส์                                                                  ง. โรคอ้วน

โรคในข้อใดเป็นโรคทางพันธุกรรม

1.  ข้อ  ก   ข   และ   ค                                 2.  ข้อ  ก  ข  และ  ง

3.  ข้อ  ก   ค   และ   ง                                 4.  ข้อ  ข  ค  และ  ง


ด็กๆ รับรู้กันอยู่แล้วใช่ไหมครับว่า โรคทางพันธุกรรม นั้น คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนและโครโมโซมของพ่อแม่ที่ถ่ายทอดสู่ลูก

ส่วนโรคติดต่อ คือโรคที่เกิดจากจุลีนทรีย์หรือเชื้อโรคที่คนๆหนึ่งได้รับมา แล้วแพร่ติดต่อไปยังบุคคลอื่นๆ ซึ่งอาจแพร่ผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก การสัมผัส การมีเพศสัมพันธ์ และอื่นๆ

ซึ่งโรคติดต่อบางชนิดอาจถ่ายทอดจากแม่ไปยังลูกที่อยู่ในครรภ์ได้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมนะครับ เพราะการถ่ายทอดของโรคติดต่อนั้น จะต้องเกิดจากเชื้อโรค ไม่ใช่เกิดจากความผิดปกติของยีนและโครโมโซม

 

 

ดังนั้น ข้อสอบข้อนี้  หากนำเทคนิคการทำข้อสอบเล็กๆน้อยๆ มาใช้ จะพบว่าง่ายมากๆ เลยใช่มั้ยครับ

เพราะ เด็กๆ จะรู้อยู่แล้วว่า โรคเอดส์  ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมอย่างแน่นอน เพราะเอดส์เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่ง

 

ดังนั้น(อีกที) ตามตัวเลือกในโจทย์ หากข้อใดที่ระบุว่าโรคเอดส์เป็นโรคทางพันธุกรรม ก็ต้องถือว่าข้อนั้นๆ ผิดแน่ๆ ตัวเลือก ข้อ 1 , 3 และ 4 จึงไม่ถือว่าถูกต้อง

ซึ่งก็จะเหลือข้อ 2. เพียงข้อเดียวที่ไม่มีโรคเอดส์อยู่ด้วย ดังนั้น ก็ตอบได้เลยว่าข้อ 2.  เป็นคำตอบที่ถูกต้องอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักโรคเบาหวาน โรคตาบอดสี และโรคอ้วนก็ตาม

 

แต่ Where Where is Where Where (แปลว่า : ไหนๆ ก็ไหนๆ) ถ้าจะเฉลยกันเพียงแค่นี้ ก็คงไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม และคงสูญเสียอัตลักษณ์ของสารเสรีไปซะ...

 

เราจึงน่าจะลองมาศึกษาหาความรู้เล็กๆ น้อยๆ กันซักหน่อย ก่อนที่จะเลยไปข้อถัดไป ดีกว่านะครับ...

 

(แต่โปรดอย่าถามนะครับว่า อัตลักษณ์ที่ว่านั้นแปลว่าอะไร?   ก็เห็นใครต่อใครพูดกันบ๊อยบ่อยในช่วงนี้ เลยอยากพูดมั่ง ซึ่งก็น่าจะดูเท่ดี...ใช่มั้ยครับ)

 

 

 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง  : เอาเท่าไร ไม่อ้วน เอาเท่าไร

 

 “ก็เป็นอย่างงี้มาตั้งแต่เป็นเด็กๆ นั่นแหละจ้ะ”

 พี่จุ๊บจิ๊บผู้ใจดี คู่ซี้ต่างวัยกับยัยป้าจุผู้รู้มาก  วางจานข้าว(ที่หลายคนแอบเรียกว่ากะละมัง) ลงที่โต๊ะเบาๆ แต่ก็แรงพอที่คนที่ไม่คุ้นเคย อาจตกใจได้ง่ายๆ

  

“เมื่อก่อนพอใครมาทักว่า “อ้วน” พี่ก็จะโกรธ แต่เดี๋ยวนี้เฉยๆแล้ว ไม่โกรธหรอกแต่เบื่อมากกว่า”

 ปากของพี่จุ๊บจิ๊บเบะน้อยๆ แต่พองาม

  

“เคยถามคุณหมอแล้ว หมอบอกว่า โรคอ้วนนี่ มีที่มาทั้งจากพันธุกรรม และไม่ใช่พันธุกรรม แต่โรคอ้วนที่เกิดจากการกินอาหารผิดหลักโภชนาการหรือแบบไม่ใช่พันธุกรรม จะมีจำนวนมากกว่าโรคอ้วนเพราะพันธุกรรม”

 พูดพลาง พี่จุ๊บจิ๊บก็แกะถาดขนมชั้น ขนมหม้อแกง และขนมบ้าบิ่น ที่ล้วนหน้าตาน่ากินวางลงบนโต๊ะ แล้วจิ้มขนมชั้นชิ้นโต ใส่เข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย จนผมต้องแอบกลืนน้ำลายตาม

  

“หมอบอกว่า อัตราการเกิดโรคอ้วนของบ้านเรานั้น กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้ภาวะสุขภาพของคนบ้านเราแย่ลงไป ด้วยอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้เพราะโรคอ้วนจะก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน และสารพัดโรค”

 ผมพยักหน้ารับฟังพร้อมทั้งหยิบขนมบ้าบิ่นของพี่จุ๊บจิ๊บมาหม่ำบ้างอย่างถือวิสาสะ

 

“หมอบอกว่า ถ้าลองเด็กๆ ได้อ้วนแล้ว โอกาสที่จะกลับมาน้ำหนักแบบเด็กปกตินั้นยากมาก และมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนในอนาคต ดังนั้นพ่อแม่ที่รักลูก จะต้องสร้างพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องให้แก่ลูกตั้งแต่วัยเด็ก ”

พี่จุ๊บจิ๊บเว้นวรรคนิดหนึ่งด้วยการตักขนมหม้อแกงเข้าปาก พริ้มตาเคี้ยวช้าๆ อย่างมีความสุข

 

“พ่อแม่ที่ดี ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งการกิน และการออกกำลังกาย ไม่งั้นลูกที่สุขภาพกายไม่ดีเพราะความอ้วน จะสุขภาพจิตไม่ดีไปด้วย เพราะมักจะถูกล้อเลียน จนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าเข้าสังคม จนเป็นโรคเก็บกด และซึมเศร้า ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ต้นเหตุของปัญหามักเกิดจากพ่อแม่ที่รักลูกไม่ถูกวิธี”

 

 

“พี่เคยบอกยัยจุไปทีนึงแล้ว แต่บอกเธอซ้ำอีกทีก็ดีเหมือนกัน วันหลังเผื่อมีลูกจะได้ช่วยๆ เตือนกัน”

พี่จุ๊บจิ๊บทิ้งท้าย ทำเอาผมต้องหลบตาแบบเขินๆ

 

 

 

ความรู้ข้อที่สอง : ชั้นไม่ได้อ้วน แต่แกน่ะ...ผอม รู้ตัวไว้ซะ!

 

“คนจำนวนมาก มักออกอาการเคืองกันอยู่เสมอเมื่อถูกหาว่าอ้วน”

ป้าจุผู้รู้มาก บอกให้ผมฟังในยามบ่ายแก่ๆ

 

“โดยเฉพาะผู้หญิงนี่ เค้าจะโกรธมากๆ ถ้าใครมาบอกว่าตัวเองอ้วน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นจริงตามนั้นก็ตาม  ดังนั้น คำว่า”อ้วน” นี่ ถือเป็นคำที่หยาบคายมากสำหรับผู้หญิง”

 

“แต่เพื่อให้มีความชัดเจนว่าใครมีน้ำหนักเกินปกติ หรือใครกำลังอยู่ในภาวะอ้วน ควรจะต้องใช้ตัววัดที่ชื่อว่า Body Mass Index หรือในชื่อภาษาไทยว่า ดัชนีมวลกาย  ซึ่งพอคำนวณออกมาได้ ก็จะได้รู้กันว่าใครเป็นไง  ทีนี้ก็จะโกรธกันไม่ได้ เพราะมันมีหลักอ้างอิง“

ผมนั่งฟังป้าจุผู้รู้มาก ที่กำลังแสดงความรู้(มาก)ตามที่เจ้าตัวถนัด โดยเจ้าตัวคงมีความสุขที่ได้แสดงความรู้มาก ในขณะที่ผมก็เพลินใจที่ได้มองดูผู้รู้มากคนนี้อธิบาย

 

“เพี้ยะ”

ยัยป้าจุผู้รู้มาก และมือไวอีกต่างหาก ตีผมอย่างแรงที่แขนจนผมสะดุ้ง

พร้อมกับบ่นไปหน้าแดงไปว่า  จะถามอะไรก็รีบถามเร็วๆ นั่งจ้องหน้าอยู่ได้...

 

 

“ก็...คือ...ดัชนีมวลกาย จะเป็นตัวชี้บอกภาวะความอ้วน”

ป้าจุพูดติดๆ ขัดๆ แบบสูญเสียความมั่นใจเล็กน้อย ในขณะที่ผมแอบครึ้มอกครึ้มใจที่เห็นป้าจุออกอาการประหม่าเล็กๆ  


ก็แหม...พี่ๆ ว่าไหมครับ ผู้หญิงนี่ หากลดความเป็นสาวมั่นลงซักครึ่งขีด ก็จะน่ารักเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าสิบขีดทีเดียวครับ

หากไม่เชื่อ ก็ดูยัยป้าจุผู้รู้(มาก) เป็นตัวอย่างในตอนนี้ ก็ได้ครับ


 

“ดัชนีมวลกาย คำนวณมาจากการเอาความสูงที่มีหน่วยเป็นเมตรมาคูณกันสองครั้ง หรือที่เรียกกันว่า เอาความสูงที่มีหน่วยเป็นเมตรมายกกำลังสองนั่นแหละ


พอได้เท่าไร ก็เอาไปหารน้ำหนักของตัวเองที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือค่าดัชนีมวลกาย ซึ่งสำหรับคนเอเชียนี่  หากค่าที่คำนวณได้ต่ำกว่า 18.5 ก็ถือว่าผอม

 

แต่ถ้าอยู่ในช่วง 18.5 ถึง 23.4 ก็ถือว่าเป็นคนน้ำหนักตัวปกติ

ถ้าอยู่ในช่วง 23.5 ถึง 28.4 จะถือว่าน้ำหนักเกิน

ส่วนถ้าเกิน 28.5 ขึ้นไป ก็ถือว่าอ้วน เข้าใจไหมพ่อหนุ่ม”

 

ป้าจุผู้รู้มาก อธิบายอย่างยาวเหยียดตามถนัด และลงท้ายประโยคแบบป้าแก่ๆ เช่นเคย...

 

หมายเหตุ : ดัชนีมวลกาย  =  น้ำหนักตัว(กิโลกรัม) /ความสูง(เมตร)2

    เช่น ยัยป้าจุผู้รู้มากที่น่าจะสูงซัก สูง 165 เซนติเมตร หนักประมาณ 58 กิโลกรัม ค่าดัชนีมวลกาย ก็ควรเท่ากับ 58/(1.65)2= 21.30 

    ซึ่งเมื่อเอาค่า 21.30 ไปเทียบกับตาราง ก็จะถือว่าเป็นคนน้ำหนักตัวปกติ

 

 

 

ความรู้ข้อที่สาม : โรคติดต่อทางพันธุกรรมมีอะไรอีกน้า า า า

 

หนังสือที่ยัยป้าจุผู้รู้มากยัดเยียดให้อ่าน บอกว่าโรคติดต่อทางพันธุกรรมมีเยอะมากเลยครับ แต่หากจะอาเฉพาะดังๆ เห็นจะเป็นอย่างนี้ครับ :

โรคเบาหวาน คือโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน โดยถ้าพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานก็อาจถ่ายทอดไปยังลูกได้ แต่คนทั่วๆไปก็เป็นโรคเบาหวานได้หากกินอาหารไม่เหมาะสม

โรคลูคีเมีย หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งที่ฟังดูน่ากลัวมากๆ ก็คือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งตามชื่อที่เรียกกันนะครับ แต่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมากจนทำให้เม็ดเลือดแดงถูกสร้างน้อยลง

โรคทาลัสซาเมีย เป็นโรคที่มีการสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ มีผลทำให้นำออกซิเจนไม่ดีจนเป็นคนเลือดจาง คนที่เป็นมากๆ อาจต้องถึงขนาดต้องรับเลือดเพิ่มเติมเชียวครับ

โรคฮีโมฟีเลีย  คือโรคเลือดไหลไม่หยุด ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

โรคตาบอดสี ก็คือการมองไม่เห็นสีบางสีนั่นเองครับ ซึ่งโดยทั่วไปนั้น ผู้เป็นโรคตาบอดสีมักแยกความแตกต่างระหว่างสีเขียวกับสีแดงไม่ได้ ซึ่งจะมีปัญหาในการขับรถอย่างมาก ดังนั้นในการสอบใบขับขี่ จึงต้องมีการทดสอบตาบอดสีด้วยเสมอ

 

เป็นไงครับโรคติดต่อทางพันธุกรรมนี่ มีไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ

แต่ในความเป็นจริง มีเยอะกว่านี้อีกมากมายเลยครับ ซึ่งหากสนใจใคร่เสนอให้ลองหาอ่านดูนะครับ

 

ดังนั้น ในโจทย์ข้อที่ 1 ที่ถามถึงโรค 4 โรค คือ โรคเบาหวาน  โรคตาบอดสี  โรคเอดส์ และโรคอ้วน

ก็สามารถสรุปได้ว่า โรคเอดส์ ไม่ใช่โรคติดต่อทางพันธุกรรม เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อย่อว่า HIV (human immunodeficiency virus)  ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้เป็นตัวการที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์บกพร่อง เลยเรียกกันว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมาจากภาษาต่างดาวว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome ซึ่งย่อให้สั้นๆลงเหลือ  AIDS นั่นเอง

 

 

เล่าไปเล่ามา ชักจะเกินความรู้สำหรับเด็กเล็กๆ แล้วเนอะ

มาดูโจทย์ข้อ 2. กันดีกว่า...

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช