.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ข้อที่ 3

 

ข้อที่ 3.

เมล็ดพืชในข้อใดที่ไม่เข้าพวกกับข้ออื่น

1. ขนุน  ลิ้นจี่  ลูกพลับ                          2. น้อยหน่า  ลำไย  ทุเรียน

3. มะยม  พุทรา  บ๊วย                           4. ละมุด  มะขาม  แตงโม

 

แหม...ข้อสอบแบบนี้ เป็นข้อสอบที่ผมค่อนข้างจะไม่ชอบมาก ถึงมากที่สุดเลยครับ

เพราะการถามว่า "เข้าพวก" หรือ "ไม่เข้าพวก" อย่างงี้

เราต้องคิดให้เหมือนอาจารย์ผู้ออกข้อสอบให้ได้ ว่าท่านจัดหมวดหมู่แบบไหน? ใช้เกณฑ์อะไร?

 

ถ้าใช้เกณฑ์แบ่งหมวดหมู่ไม่เหมือนอย่างที่อาจารย์คิดล่ะก็..

เป็นได้ไข่กลับบ้านไปต้มกินทุกที...

 

แต่ The show must go on ใช่มั้ยครับพี่

พอเข้าสนามสอบแล้ว ไม่ว่าจะยาก จะง่าย จะชอบ หรือจะไม่ชอบ

ก็ต้องลุยกันจนสุดๆ

ไม่มีข้าม ไม่มีเว้น ไม่มีท้อ ไม่มีถอย...

 

ใช่มั้ยครับ?

 

...ลองมาดูเฉลยด้วยกัน นะครับ

 

 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง : จับโจร ต้องคิดอย่างโจร

 

ผู้หมวดหนุ่มรูปหล่ออนาคตไกล เคยเล่าให้ฟังในสภากาแฟหลังหมู่บ้าน ว่า...

หากต้องการจับโจรให้ได้ เราต้องคิดอย่างที่โจรคิด

 

เราต้องคิดว่าถ้าเราเป็นโจร เราจะลงมือตอนไหน ที่ไหน กับเหยื่อประเภทไหน

พอลงมือเสร็จแล้ว จะหนีไปทางไหน แล้วจะทำไงต่อ 

 

หากเราไม่คิดอย่างโจร เราจะไม่มีทางไล่จับโจรได้เลย เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นโจรหน้าโง่ หรือโจรกระจอกเท่านั้น

 

 

ส่วนลุงสม ผู้เชี่ยวชาญในการหาปลาตามริมบึง(ที่มีป้ายห้ามจับสัตว์น้ำปักอยู่กลางบึง) เสริมว่า...

คนที่จะจับปลา โดยการเหวี่ยงแห หรือวางเบ็ดแบบมั่วๆ

แล้วคิดว่าจะได้ปลามากินนั้น คงได้กินเฉพาะปลาหน้าโง่ หรือปลาป่วยแค่ตัว สองตัวเท่านั้น

แบบว่า ได้ผลไม่คุ้มค่าเสี่ยง ที่จะถูกยามไล่จับ

 

ปลาแต่ละชนิด จะมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน ปลาบางชนิดหากินตามก้นบึง บางชนิดหากินที่ผิวบึง

แต่ปลาเกือบทุกชนิด มักมีนิสัยบางอย่างที่เหมือนกัน

ซึ่งถ้าเรารู้ตรงนี้ เราก็จะจับปลาได้ง่าย และเร็วก่อนที่ยามจะขี่จักรยานมาเห็น

 

หรือพูดง่ายๆ ว่า การจับปลาต้องรู้นิสัยปลา

ลุงสม สรุปประเด็นให้ฟัง

 

 

“ใช่แล้วจ้ะ”

ป้าสมศรี ขาจรของสภากาแฟ ที่เป็นทั้งครูและเจ้าของโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ในหมู่บ้าน โผล่หน้ามาแจม

 

“ในการทำข้อสอบก็เหมือนกันค่ะ”

คำเกริ่นของป้าสมศรี ทำให้ผมหูตั้งอย่างสนใจ

 

“กำลังสอบวิชาอะไร ก็ต้องคิดอย่างวิชานั้น”

ป้าสมศรี เจ้าของโรงเรียนอนุบาลในหมู่บ้านที่กำลังเหลือลมหายใจที่รวยริน พูดอย่างน่าสนใจ พลางขยับนิ้วที่เหลืออยู่เกี่ยวรับถุงกาแฟเย็นจากเจ็กตี๋ แล้วขยับนิ้วไม้นิ้วมือทั้งสิบ ที่หิ้วสารพัดถุงข้าวของจากตลาดนัดให้เข้าที่เข้าทาง

ยิ้มให้คู่สนทนาต่างวัยในสภากาแฟทำนองว่า ป้าขอตัวไปก่อนนะจ๊ะ...ของมันหนัก

 

 

 

ความรู้ข้อที่สอง : สอบวิชาอะไร คิดอย่างวิชานั้น

 

ผมไม่รีรอที่จะรีบลุกขึ้นช่วยป้าสมศรี หิ้วข้าวของอย่างเต็มใจ ซึ่งป้าสมศรีเอง ก็ไม่อิดออดที่จะปฏิเสธ

ส่วนหมวดหนุ่มกับลุงสม ก็ไม่มีท่าทีจะสนใจว่าผมกำลังจะแยกวงไปดื้อๆ ด้วยเพราะเป็นที่รู้กันว่า สภากาแฟแห่งนี้ ไม่ได้ผูกมัดว่าใครจะต้องนั่งนานแค่ไหน และใครจะต้องเหนี่ยวรั้งใครไว้ เนื่องเพราะวันพรุ่งนี้หรือวันถัดๆไป ก็ต้องเจอกันอีกอยู่ดี

 

“สอบวิชาอะไร ต้องคิดอย่างวิชานั้น”

ป้าสมศรีพูดซ้ำประโยคเดิม ระหว่างเดินกลับไปโรงเรียนอนุบาล ที่เป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน

 

โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้นั้น  ป้าสมศรีสร้างมากับมือด้วยใจรักเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยเริ่มต้นจากเนอสเซอรี่เล็กๆ แล้วขยับขยายจนเป็นโรงเรียนอนุบาลที่พ่อแม่ในละแวกนี้ นิยมจูงลูกจูงหลานเดินมาส่งที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนที่จะเร่งรีบออกไปทำงานหาเงินตามวิถีของลูกจ้าง

โรงเรียนอนุบาลของครูสมศรี เลยต้องเปิดรับเด็กตั้งแต่หกโมงเช้า และกว่าจะปิดได้ก็ต้องรอจนกว่าพ่อแม่จะมารับเด็กคนสุดท้ายกลับบ้าน ซึ่งไม่เคยเร็วกว่าหนึ่งทุ่ม  

แต่พอมาถึงวันนี้ เด็กๆ เริ่มลดน้อยถอยลงไป เพราะกระแสของโรงเรียนแบบเฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียง กำลังขยายเพิ่มตัวอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จนเบียดโรงเรียนแบบดั่งเดิมจนแทบไม่มีที่ยืน

 

ซึ่งก็เช่นเดียวกับโรงเรียนอนุบาลอื่นๆ

ลมหายใจที่รวยรินของโรงเรียนป้าสมศรีนั้น กำลังนับถอยหลังด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้น และสูงขึ้น

แต่ป้าสมศรีก็ไม่เคยมีแววตาแห่งความท้อถอย ให้ผู้ปกครองได้เห็น

 

 

“ข้อสอบประเภท ให้จัดหมวดหมู่ หรือประเภทคำถามว่า อะไรเข้าพวก อะไรไม่เข้าพวกนั้น

ที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องแรกคือ ต้องนึกอยู่เสมอว่า เรากำลังสอบวิชาอะไรอยู่”

ป้าสมศรี พูดด้วยวิญญาณครูที่ชอบสั่งชอบสอน ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เช่นถ้าสอบวิชาภาษาไทย และมีโจทย์เกี่ยวกับหมวดหมู่ของ “ขนุน  ลิ้นจี่  ลูกพลับ” 

ก็ต้องคิดถึง การจัดแบ่งโดยใช้หมวดหมู่แบบวิชาภาษาไทย เช่นเป็นการจัดหมู่แบบคำเป็น-คำตายหรือไม่ หรือจัดตามเสียงวรรณยุกต์ หรือจัดตามคำไทย-คำเขมร หรืออะไร อะไร ที่เกี่ยวข้องกับวิชาภาษาไทย

ไม่ต้องไปนึกว่า ขนุนสีอะไร ลิ้นจี่สีอะไร ลูกพลับสีอะไร เพราะไม่ใช่ประเด็นของวิชาภาษาไทย

และไม่ต้องไปคิดว่า ขนุน กับลิ้นจี่ กับลูกพลับ อะไรหวานกว่าอะไร หรืออะไรใหญ่กว่าอะไร เพราะไม่ใช่ประเด็นของวิชาภาษาไทยเช่นเดียวกัน

 

แต่ถ้าเรากำลังสอบวิชาคณิตศาสตร์ ก็อาจต้องคิดว่า อะไรมีรูปร่าง หรือรูปทรงเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องไปคิดว่า แบบไหนมีเม็ดมากกว่าแบบไหน

 

ส่วนถ้ากำลังสอบวิชาวิทยาศาตร์ ก็ต้องคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เช่นอะไรเป็นผลเดี่ยว อะไรเป็นผลกลุ่ม หรืออะไรเป็นผลรวม อย่างงี้เป็นต้น

ป้าสมศรีพูดช้าๆ เนิบๆ พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบเสริมความเข้าใจ

 

“สอบวิชาอะไร คิดอย่างวิชานั้น”

ป้าสมศรีขอบอกขอบใจที่ช่วยหิ้วข้าวของมาส่งถึงบ้าน พร้อมกับสรุปตบท้ายก่อนจาก

 

 

ความรู้ข้อที่สาม : ผลไม้คืออะไรน้า า า า

 

"ก่อนอื่นใด เราต้องลืมสิ่งที่เราเคยคิดเกี่ยวกับผลไม้ออกให้หมดก่อน"

ประโยคทำนองนี้ ออกจากปากใครไม่ได้หรอกครับ นอกจากปากผู้รู้มากอย่างยัยป้าจุ นั่นเอง

 

"ที่บอกให้ลืมก็เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่เราอาจเข้าใจผิดๆ"

คิ้วที่เต็มไปด้วยความสงสัยของผม คงเป็นที่น่าหมั่นไส้จนทำให้ยัยป้าจุผู้รู้มาก แถมมือไวอีกต่างหาก ฟาดฝ่ามือพิฆาตเข้าที่ต้นแขนซ้ายของผมเบาๆ

 

"หลายสิ่งที่เราคิดว่าเป็นพวกผักนั้น จริงๆแล้วคือ ผลไม้ และหลายอย่างที่เราไม่คิดว่าจะเป็นผลไม้ แต่จริงๆ เป็นผลไม้ ยกตัวอย่างเช่น ถั่วเปลือกแข็ง (Nut) และข้าว"

เอาแล้วซิครับ...

ยัยป้าจุผู้ที่ชอบแต่งตัว(แก่)เกินวัย ชักพูดในสิ่งที่ชวนให้งุนงงอีกแล้วครับ พี่น้อง

 

'ไรฟะ...คิดว่าเป็นผัก แต่ไม่ใช่ผัก?

ผมเผลอคิดในใจออกมาดังไปหน่อย จนยัยป้าจุผู้รู้มากค้อนน้อยๆ (แต่พองาม)

 

"ก็เช่น มะเขือยาว แตงกวา ถั่ว ข้าวโพด ไง นักโภชนาการมักจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ผัก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ผัก"

เอาแล้วซิครับ...

ผมว่า ยัยป้าจุคงได้เปิดศึกกับชาวคณะคหกรรมศาสตร์ ในไม่ช้าไม่นานนี้เป็นแน่แท้

 

"อะไรก็ตาม ถ้าเจริญมาจากรังไข่ของดอกไม้ที่ได้รับการปฏิสนธิ (fertilization) จะเรียกว่า ผลไม้ ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือหน้าตาเป็นแบบไหนก็แล้วแต่"

ยัยป้าจุสรุป พร้อมกับยิ้มบางๆตามเคย

 

"ผลไม้ อาจเป็นผลแบบสดๆแบบเดียวกับ มะเขือเทศ หรือลูกท้อ หรือเป็นแบบแห้งๆ เช่นพวกมะพร้าว หรือถั่วลิสง และทำนองเดียวกันก็อาจมีหลายเมล็ด เช่น มะเขือเทศ มะละกอ หรือแตงโม และอาจมีขนาดใหญ่มากๆ เช่น ขนุน และสัปปะรถ แต่อาจมีขนาดเล็กๆ เช่นพวกองุ่น หรือมะยม"

"ดังนั้น เพื่อให้การจัดหมวดหมู่มีหลักการที่แน่นอน จึงมีการแบ่งผลไม้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

          1. ผลเดี่ยว (Simple fruits)

          2. ผลกลุ่ม (Aggregate fruits)

          3. ผลรวม ( Multiple fruits หรือ Composite fruits)"

 

สีหน้าของยัยป้าจุบ่งบอกถึงความสุขอย่างเห็นได้ชัด ที่ได้แสดงความรู้มากให้ผมฟัง

ขณะที่ผมก็มีความสุขอยู่เงียบๆ ที่ได้นั่งดูยัยป้าจุพูด

นี่ถ้าคุณเธอปล่อยผมที่มัดรวบไว้ตลอดเวลาออกมาซะบ้าง คำนินทาว่า "ป้า" ก็คงห่างจากความจริงโข

 

"เพี้ยะ"

ยัยป้าจุ ผู้มือไว ตีที่ต้นแขนซ้ายผม(อีกแล้ว)

 

ผมว่าอาการมือไวของยัยป้าจุนี่ หลังๆ ชักถี่ขึ้น

จนน่าจะต้องรับการบำบัด ก่อนจะสายเกินแก้

 

"เอา..มัวแต่นั่งเหม่ออยู่ได้ ส่งกระดาษให้ก็ไม่รับ "

ยัยป้าจุผู้มือไวทำเสียงดุ แบบไม่จริงจัง ส่วนผมก็ยิ้มแห้งๆแก้เก้อ

 

ไอ้เจ็บน่ะไม่เจ็บหรอกครับ แต่รู้สึกเขินที่ถูกจับได้ว่าแอบจ้องหน้าคุณเธออยู่

 

 

"คนบ้า นั่งจ้องหน้าอยู่ได้"

ยัยป้าจุทำปากหมุบหมิบ วางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ ไสเบาๆมาตรงหน้าผม

แต่หันหน้าออกไปอีกทาง เพื่อซ่อนอาการหน้าแดงไว้

 

  

 

 

อั้ยยะ...

ผมอุทานแบบภาษาวัยรุ่นปนภาษาจีน เมื่อเห็นตัวหนังสือภาษาต่างประเทศอยู่เต็มกระดาษที่ยัยป้าจุส่งมาให้ดู

 

"ไม่ใช่ให้อ่านทั้งหมด เพียงแต่ให้ดูว่า พวกตามตำราฝรั่งเค้าแบ่งกลุ่มผลไม้กันอย่างนี้"

คำชี้แจงของยัยป้าจุ ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยที่ไม่ต้องพยายามอ่านภาษาต่างดาว

 

 "นักพฤษศาสตร์ แบ่งประเภทของผลไม้ดังนี้นะจ๊ะ...พ่อหนุ่ม

  • ผลเดี่ยว (simple fruit) คือ ผลที่เกิดมาจากรังไข่อันเดียวในดอกเดียวกัน เช่น ผลส้ม มะเขือ ฟักทอง มะระ แตง แตงโม  มะม่วง มะปราง มะกอก มะพร้าว ทุเรียน ละมุด ลำไย ลิ้นจี่ พลับ มะยม พุทรา บ๊วยฯลฯ

 

  • ผลกลุ่ม (aggregate fruit) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่ในดอกเดียวกัน ซึ่งรังไข่แต่ละอันก็จะกลายเป็นผลย่อยหนึ่งผล โดยพืชบางชนิดผนังรังไข่แต่ละอันอาจอัดกันแน่นมากจนผนังเชื่อมรวมกัน จนดูคล้ายกับเป็นผลเดี่ยว เช่น สตรอเบอรี หรือน้อยหน่า แต่พืชบางชนิดผนังรังไข่อาจไม่อยู่อัดกันแน่น จึงมีผลเล็ก ๆ แยกกัน เช่น จำปี จำปา กระดังงา การะเวก นมแมว

 

  • ผลรวม ( multiple fruit) คือผลที่เกิดจากรังไข่ของดอกแต่ละดอกของดอกช่อซึ่งเชื่อมรวมกันแน่น จนกลายเป็นผลย่อยๆ เชื่อมรวมกันแน่นคล้ายเป็นผลเดี่ยว เช่น ผลสัปปะรด ขนุน สาเก ยอ หม่อน มะเดื่อ"

 

ยัยป้าจุเริ่มสอนผมแบบเด็กนักเรียนอีกแล้วครับพี่น้อง

 

"แต่สิ่งที่เราต้องรู้เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็คือ...ผลเดี่ยวยังคงแบ่งกลุ่มย่อยๆลงไปอีก    นี่ นี่ อ่านชีทแผ่นที่ให้ดูซิ เค้าแยกไว้อย่างชัดเจนเชียว"

 

อ่ะ...ทีแรกบอกว่าไม่ต้องอ่าน แต่ตอนนี้บอกให้อ่าน...

ผมแอบนินทายัยป้าจุในใจ พลางคิดว่าทำไมมันทั้งยุ่งทั้งยากอย่างนี้

 

"แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยาก เราก็อาจแบ่งผลเดี่ยวออกเป็นกลุ่มผลสด กับกลุ่มผลแห้งก็ได้"

ยัยป้าจุพูดเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

 

"ผลที่อวบน้ำ หรือที่เีรียกว่า succulent  ที่บางตำราเรียกว่าผลสด หรือ fleshy fruit นี่ ก็คือผลที่มีเปลือกดูแล้วเป็นแบบสดๆ เช่นพวกมะม่วง มะเขือ แอปเปิ้ล ส้ม ส่วนผลแห้ง ก็คือ ผลที่ดูที่เปลือกแล้วเป็นแบบแห้งๆ เช่น พวกมะขาม ทุเรียน ข้าว..."

 

"พอจะเข้าใจขึ้นบ้างมั้ย?"

ตาลอยๆ ของผม คงสื่อความหมายชัดเจน จนยัยป้าจุต้องหยุดถาม

 

ผมเลยตัดสินใจถามไปเลยดีกว่าว่า โจทย์ข้อนี้ ทำไงดี

 

เมล็ดพืชในข้อใดที่ไม่เข้าพวกกับข้ออื่น

 1. ขนุน  ลิ้นจี่  ลูกพลับ                               2. น้อยหน่า  ลำไย  ทุเรียน

 3. มะยม  พุทรา  บ๊วย                                4. ละมุด  มะขาม  แตงโม

 

ยัยป้าจุอ่านเสียงดัง จนพี่จุ๊บจิ๊บกับเพื่อน ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง เข้ามารุมดูโจทย์ตามประสาไทยมุงที่ดี

 

"ชั้นว่า ต้องตอบข้อ 3. เพราะ เป็นพวกที่มีเมล็ดในผลเพียงเมล็ดเดียว"

พี่จุ๊บจิ๊บคู่ซี้ต่างวัยของยัยป้าจุ ตอบแบบผู้เชี่ยวชาญในการกิน รู้ลึก รู้จริง

 

"ส่วนชั้น ไม่มีความคิดเห็น แต่ชั้นชอบกินมะยมดองมากๆ คิดแล้วน้ำลายสอเลยว่ะ ส่วนพุทราชั้นไม่ชอบ หนอนมันเยอะ.."

เพื่อนพี่จุ๊บจิ๊บคนนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรแถมยังพาออกทะเลอีกต่างหาก

 

"ชั้นว่า ต้องตอบข้อ 3. เพราะพวกนี้กินทั้งเปลือกได้ ส่วนข้ออื่น ๆ ถ้ามีใครกินทั้งเปลือกเป็นต้องส่งโรงหมอ"

เพื่อนอีกคนอธิบายอย่างน่าสนใจ

 

"แต่...อย่าไปยุ่งกับเค้าเลย ให้หนุ่มสาวเค้าคุยกันต่อดีกว่า"

พี่จุ๊บจิ๊บตัดบท ดึงแขนเพื่อนๆ จากไปดื้อๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

ผมสบตาพี่ทั้งสาม และยิ้มขอบคุณแบบงงๆ

ส่วนยัยป้าจุไม่ยอมสบตาใคร

 

ได้แต่หน้าแดง

หยิบโจทย์ขึ้นมาอ่านซ้ำแบบเขินๆ

แล้วทำตาโต...

 

"นี่...นี่โจทย์เค้าถามถึง "เมล็ด" ของพืชนี่ ไม่ได้ถามถึง "ผล" ของพืช"

ยัยป้าจุทำเสียวเขียว แบบกำลังดุนักเรียนที่ไม่ได้ความสักคน

 

"ทีหลัง ต้องอ่านโจทย์มาดีๆ ก่อน แล้วค่อยมาถาม ไม่ใช่อ่านไม่ได้ศัพท์แล้วจับมาถาม"

ยัยป้าจุ ดุซ้ำอีกทีจนผมชักรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นอีกหลายขีด

 

"เคยมีใครบอกรึยังจ๊ะ ว่าถ้าอ่านโจทย์ผิด จะไม่มีทางทำข้อสอบถูก"

ยัยป้าจุทำเสียงหวานขึ้นนิดนึง เมื่อเห็นผมทำหน้าจ๋อยๆ

 

"หลังจากการปฏิสนธิ รังไข่ก็จะเจริญไปเป็นผล ส่วนออวูลก็จะเจริญไปเป็นเมล็ด  ซึ่งเมล็ดนี่ จะมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สามส่วน คือ

          - เปลือก

          - เอนโดรสเปิร์ม

          - เอมบริโอ

ซึ่งเจ้าเอมบริโอก็จะเจริญเติบโตเป็นเมล็ดต่อไป โดยในระหว่างการงอกเป็นต้นใหม่นั้น เจ้าเอมบริโอยังหาอะไรกินเองไม่เป็น ก็จะได้อาหารต่างๆจากเจ้าเอนโดสเปิร์ม ดังนั้น จึงเรียกกันว่าเจ้าเอนโดสเปิร์มนี่ คืออาหารของต้นอ่อนนั่นเอง"

เป็นไงครับ ยัยป้าจุ ที่ได้รับฉายาว่า "ผู้รู้มาก" นั้น รู้มากจริงๆ สมตามคำเล่าลือ...

 

"สำหรับโจทย์ข้อนี้นั้น จริงๆ แล้วอาจารย์ผู้ออกข้อสอบต้องการให้เด็กๆ รู้ถึงการจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ แบบมีหลักเกณฑ์"

ยัยป้าจุ พูดเหมือนเป็นคนออกข้อสอบซะเอง

 

"การแบ่งกลุ่มสิ่งมีชีวิตอาจมีหลายวิธี แต่ที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ คือวิธีการเปรียบเทียบความแตกต่างของสิ่งที่กำลังศึกษาทีละคู่ ทีละคู่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และไม่สับสน ซึ่งเรียกกันว่า การใช้ไดโคโตมัสคีย์ (dichotomous key)"

 

ได  โค  โต  มัส  คีย์...

ผมครางเบาๆ พลางนึกอยากจะกลับบ้านเต็มแก่ 

 

ชักยาวไปนิด ขึ้นหน้าใหม่ดีกว่านะครับ

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช