.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ข้อที่ 7

ข้อ 7.


กำหนดรูปดังนี้

 

 จากรูป  สิ่งเร้าใดที่ทำให้พืชเอนเข้าหาหน้าต่าง 

1. น้ำ                                                       2. แสง

3. แรงโน้มถ่วง                                            4. ปุ๋ย

 

วุ้ย ย ย ย... ข้อนี้เด็กๆ ทุกคนต้องทำได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ

เพราะเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่ตอนอยู่ ป.1 แล้ว ว่าต้นไม้จะเบนเข้าหาแสง

จึงต้องตอบข้อ 2. อย่างแน่นอน

 

พูดง่ายๆ คือ "ต้นไม้จะเบนเข้าหาสิ่งเร้านั่นเอง"

ยัยหัวฟู เจ้าเก่าเคยตะโกนตอบครูด้วยความมั่นใจ พร้อมๆ กับเจ้าดำพยักหน้าแบบเห็นด้วยพันสองร้อยเปอร์เซนต์

 

"คำพูดว่า กิ่ง ก้าน ใบ ของต้นไม้จะเบนเข้าหาแสงนั้นถูกต้อง"

ครูสาว(คนสวย) ยิ้มตอบอย่างใจดี

 

"แต่คำพูดว่า ต้นไม้จะเบนเข้าหาสิ่งเร้าเสมอนั้น ผิด!!!"

ครูสาว หุบยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม จนยัยฟูกับเจ้าดำรับรู้ถึงรัศมีพิฆาตที่ครูหนุ่มๆ มักนินทาอยู่บ่อยๆ ว่า สวยสังหาร

 

เอาไงดีครับทีนี้

เราควรจะช่วยยัยฟูกับเจ้าดำค้นหาความนัย

รึว่า จะคล้อยตามครูสาวสวยสังหาร ไปเลยให้หมดเรื่องหมดราวครับ...

 

 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง : สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

 

"พืชกับสัตว์ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิต"

นักวิทย์ผู้ร้าวราน(คนเดิม)  บอกผมเบาๆ ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย(เหมือนเดิม)

 

"พืชและสัตว์ต่างตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยเหตุเพียงปัจจัยเดียวคือ การมีชีวิตรอด"

เสียงเบาๆ แบบนักวิชาการของนักวิทย์ผู้ร้าวราน ราบเรียบและไร้เสน่ห์อย่างที่สุด

 

"หากมีใครเอาเข็มจิ้มที่แขนเรา เราจะสะดุ้งและขยับแขนหนี ซึ่งในที่นี้นั้น เข็มที่มาจิ้มที่แขน ก็คือสิ่งเร้า ส่วนอาการสะดุ้งและขยับแขนหนี คือ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า"

นักวิทย์เริ่มต้นอธิบายตามขั้นตอนมาตรฐานของนักวิชาการ ซึ่งก็คือ การให้คำนิยามกับสิ่งที่กำลังพูดถึง

 

"ถึงแม้พืชจะเคลื่อนไหวเร็วๆ แบบสัตว์ไม่ได้ แต่พืชก็ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป"

นักวิทย์เว้นระยะ รอให้ผมพยักหน้ารับรู้ก่อน

 

"สิ่งเร้าที่กระทบต่อพืชและสัตว์ อาจเป็นทั้งสสาร และพลังงาน  แต่สิ่งเร้าสำหรับมนุษย์นั้น ยังนับรวมไปถึง รูป รส กลิ่น เสียง ซึ่งจิตของมนุษย์นำมาปรุงแต่งก่อให้เกิดความรัก โลภ โกรธ หลง"

นักวิทย์ผู้ร้าวรานพูดแบบผู้ค้นพบสัจธรรม ด้วยเสียงที่เบาลงไปอีกนิด

 

"รัก โลภ โกรธ หลง ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่ง"

นักวิทย์ย้ำคำเดิม ทำท่าเหมือนจะเริ่มเทศนาธรรม ในขณะที่ผมเริ่มมองหาเก้าอี้เพื่อนั่งฟังอย่างสงบ

 

"พลังแห่งรัก โลภ โกรธ หลง นั้น ยิ่งใหญ่ รุนแรง และเกรี้ยวกราดอย่างน่าสพรึ่งกลัว เว้นแต่เราจะควบคุมจิตที่ปรุงแต่งได้"

พี่ๆ ว่า ผมควรประนมมือฟังไปด้วย จะเหมาะไหมครับ

 

"การควบคุมจิต ทำได้ง่ายๆ โดยการใช้สติ"

สาธุ - ผมนึกในใจ

 

"หากมีสติ ความรักก็เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ"

นักวิทย์พูดแบบดวงตาเห็นธรรม แต่สีหน้าที่ร้าวรานนั้นไม่ได้แสดงตามที่พูดซักนิดเดียว ทำให้ผมนึกถึงกลอนบทหนึ่ง ที่ว่า...

  

              "ความรักเหมือนโรคา บันดาลให้ตามืดมน

               ไม่ยินและไม่ยล อุปะสัคคะใดๆ

                ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้

                ก็โลดจากคอกไป บยอมอยู่ ณ ที่ขัง"

                                            (จากเรื่อง มัทนะพาธา)

 

ครับ...เราคงต้องปล่อยนักวิทย์ไว้ ให้ค้นหาทางออกของตัวเองต่อไป

เรื่องแบบนี้ ช่วยกันยากนะครับ พี่ๆ ว่าไหม?

 

แต่ก่อนลาจากนักวิทย์ผู้ร้าวราน เราได้ข้อสรุปกันแล้วใช่ไหมครับว่า...สิ่งเร้าคืออะไร การตอบสนองต่อสิ่งเร้าคืออะไร

 

และเรายังได้ความรู้เพิ่มเติมเป็นผลพลอยได้อีกว่า...

หากมีสติ ความรักก็เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ

 

อย่าส่ายหน้า ทำท่าไม่เชื่อแบบนั้นซิครับ เดี๋ยวนักวิทย์เห็นเข้า...ก็โกรธแย่

 

 

 

ความรู้ข้อที่สอง : การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช

 

 “พืชทั้งหลาย ถึงจะเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่ก็เคลื่อนไหวได้”

ลุงมี อธิบายให้ฟังเมื่อเห็นผมนั่งยองๆ เอานิ้วแหย่ต้นไมยราบเล่น

 

“การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชบางอย่าง ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่นใบของต้นไมยราบจะหุบเมื่อถูกสัมผัส แต่การตอบสนองบางอย่างก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ ก็เช่นรากพืชจะงอกยื่นเข้าหาความชื้น”

ลุงมี คนสวนผู้มีความรู้มากมาย โดยไม่ต้องมีใบปริญญาซักใบ อธิบายให้ฟังต่อ

 

“ใครๆ ก็รู้ว่าลำต้นของพืชจะพยายามชี้ขึ้นฟ้าเสมอ ส่วนรากก็จะพยายามพุ่งลงดินเสมอเช่นเดียวกัน และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าต้นไม้ที่ล้มลง ถ้าไม่ตายซะก่อน ลำต้นก็จะค่อยๆ เบนชูขึ้นฟ้าอีกครั้ง  แต่ถ้าไม่เชื่อก็อาจลองเอาต้นไม้ที่ปลูกในกระถางมาตะแคงนอนลงไป จะพบว่าอีกสักพักหนึ่ง ลำต้นของไม้ในกระถางนั้นก็จะค่อยๆ เบนชี้ขึ้นฟ้าอีกครั้ง”

ลุงมี เล่าให้ฟังตามประสาคนรุ่นเก่า ที่ใช้วิธีถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งผ่านการบอกเล่าตามประสบการณ์

 

“อาจารย์จากคณะเกษตรที่ตึกนู้น น น น เล่าให้ผมฟังว่า การที่ลำต้นพืชชี้ขึ้นฟ้า และรากพุ่งลงดินเสมอนั้น เกิดจากการตอบสนองต่อแรงดึงดูดของโลกนั่นเอง”

ลุงมี ต่อเติมความรู้สมัยใหม่เข้ากับประสบการณ์เก่า

 

“และทำนองเดียวกัน ลำต้นของพืชก็จะพยายามเบนเข้าหาแสงสว่าง ส่วนรากก็พยายามเบนหนีแสงสว่าง ซึ่งก็คือการตอบสนองต่อแสง และถ้าสังเกตุเพิ่มเติมก็จะเห็นว่าดอกบัวจะบานในเวลากลางวันและหุบในเวลากลางคืน ส่วนดอกกระบองเพชรก็จะบานในเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวัน แสดงว่าพืชพวกนี้ตอบสนองต่อแสงด้วยเช่นเดียวกัน”

 

“หรือพูดง่ายๆ ว่า ต้นไม้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้า แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้นไม้จะเบนเข้าหาสิ่งเร้าเสมอ หรือเบนหนีสิ่งเร้าเสมอ”

 

จากการสรุปของลุงมีนั้น ก็เป็นการยืนยันว่าคำตอบสำหรับข้อนี้ว่า การที่พืชเอนเข้าหาหน้าต่างนั้น เป็นเพราะแสงนั่นเอง คำตอบข้อ 2. จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องอย่างแน่นอน...ใช่ไหมครับ

 

แต่อย่าลืม...

การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช อาจเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบนะครับ

 

ทีนี้ รีบไปดูข้อต่อไปกันดีกว่านะครับ

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช