.

.

ข้อสอบ สสวท. ปี 2555 ข้อที่ 7

 

ข้อ 7.

อวัยวะใดในระบบย่อยอาหารที่ทำงานมากขึ้น เมื่อบริโภคอาหารที่มีกระทิมากๆ

     1. ตับและลำไส้เล็ก

     2. ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่

     3. ลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร

     4. กระเพาะอาหารและตับ

 

สำหรับข้อนี้ เราต้องรู้ก่อนว่ากระทิ อยู่ในอาหารหมวดใด

พอหลังจากนั้น ก็ต้องใช้ความรู้(ความจำ)อย่างเดียวเลยครับว่า ในการย่อยอาหารกลุ่มนี้นั้น อัวยวะใดเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ


ลองตอบให้ได้ก่อนนะครับ ว่ากระทิอยู่ในอาหารหมวดใด...

แล้วเดี๋ยวมาเฉลยด้วยกัน...

 

 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง : ความสุขของกระทิ

 

“โอ้ย...คุณ กระทิกินได้ ไม่อ้วนหรอก กระทิไม่มีคลอเรสเตอรอล คุณไม่รู้หรอกเหรอ”

ป้าพวง แม่ค้าขายข้าวราดแกงประจำแคนทีน (ตะโกน)บอกผมซะดังลั่น เมื่อเห็นผมยืนจดๆจ้องๆ ไม่ยอมตัดสินใจซะทีว่าจะเอาแกงอะไรดี

 

“แกงกระทิทุกเมนูของป้า ไม่อันตราย กินแล้วไม่ตาย กินได้ทุกวันเลยค่า”

ป้าพวง ย้ำอีกเพื่อเร่งเร้า ทำให้ผมตัดสินใจชี้แพนงไก่ไข่ดาวเหมือนเคย เพราะสาวสวยสองคนที่ยืนรอก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านใกล้ๆ เริ่มซุบซิบกันและหันมาสนใจผมมากขึ้นจนผมชักเขิน

 

“ที่พูดว่าไม่มีคลอเรสเตอรอลนั่น ป้าแกพูดถูก แต่ถูกครึ่งเดียว”

ยัยป้าจุ (ผู้รู้มาก) บอกผมเบาๆ เมื่อผมถือแพนงไก่ไข่ดาวกลับมาที่โต๊ะ

 

“ไหนนะ อะไรคือถูกครึ่งเดียว”

ผมถามเบาๆ บ้าง พลางเหลือบตาไปมองป้าพวงด้วยเกรงว่าแกจะแอบฟังอยู่

 

“ก็จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกระทิหรอก พืชอื่นๆ ก็ไม่มีใครมีคลอเรสเตอรอลเหมือนกัน เห็นไหมน้ำมันพืชก็เหมือนกันที่ชอบพิมพ์ตัวโตๆ ข้างขวดว่า “ไม่มีคลอเรสเตอรอล” ดังนั้น ที่ป้าพวงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอก”

ยัยป้าจุ เบาเสียงลงไปอีกเมื่อพูดชื่อป้าพวง เบาจนผมต้องขยับเก้าอี้เข้าไปฟังใกล้ๆ อีกหน่อย

 

“มีแต่สัตว์เท่านั้น ที่มีคลอเรสเตอรอล ซึ่งเจ้าคลอเรสเตอรอลนี่ มีทั้งจากที่เราทานเข้าไป และจากที่เราสร้างขึ้นมาเอง”

ยัยป้าจุ ว่าต่อ

 

“พูดจริงอ่ะ ก็คลอเรสเตอรอลมันไม่ดีกับร่างกาย แล้วเราไปสร้างมันขึ้นมาทำไร”

ผมถามตามสำนวนแบบวัยรุ่นบ้าง แต่ดูตามหางตาแล้วเหมือนยัยจุจะไม่ปลื้มเท่าไร

 

“คลอเรสเตอรอล ถูกสร้างมาจากตับ แล้วก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำดี เพื่อไปทำหน้าที่ย่อยไขมันอีกที ซึ่งในความเป็นจริงคลอเรสเตอรอลที่ร่างกายสร้างมักไม่เพียงพอ ดังนั้นร่างกายจึงต้องการคลอเรสเตอรอลจากอาหารเพิ่มเติมด้วย แต่อาหารในสมัยปัจจุบันมักมีคลอเรสเตอรอลจำนวนมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับคลอเรสเตอรอลเกินพอดี ซึ่งพอมีมากเกินไปก็จะสะสม และอาจไปอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดต่างๆ ”

เห็นไหมครับ ถ้าไม่เรียกฉายายัยจุว่า “ผู้รู้มาก” แล้วจะให้เรียกว่าอะไรดีครับ...

 

“ถ้ากระทิ ไม่มีคลอเรสเตอรอล งั้นก็กินได้ ไม่เป็นอันตรายอย่างที่ป้าพวงว่าน่ะซิ”

ผมสรุปด้วยเสียงเบาๆ เช่นเดิมเมื่อพูดถึงชื่อป้าพวง

 

โธ่...พ่อแม่พี่น้องครับ ป้าพวงนี่ ปากแกนี่ไม่ธรรมดาเลยนะครับ เอาเป็นว่าถ้ามีการแข่งขันกันในหมู่ร้านค้าในแคนทีนแล้วล่ะก็ รับรอง แกต้องได้รางวัลชนะเลิศทุกปีอย่างแน่นอน

ดังนั้น ถ้าเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงไว้ก่อน จะดีที่สุดครับพี่น้อง

 

“ถึงกระทิจะไม่มีคลอเรสเตอรอล แต่กระทิก็เป็นไขมันประเภทไขมันอิ่มตัว”

 ยัยป้าจุ ทำผมงงอีกแล้วครับพี่น้อง

ไขมันอิ่มตัวคืออะไรหว่า ถ้าลองมีไขมันประเภทอิ่มตัว เดี๋ยวได้มีไขมันประเภทไม่อิ่มตัวเป็นแน่แท้

 

“ไขมันประเภทอิ่มตัว จะเป็นอันตรายต่อเรามากกว่าไขมันไม่อิ่มตัว”

นั่นไง ผมว่าแล้ว...

 

“ถ้าพูดแบบง่ายๆ คือ ไขมันอิ่มตัว จะเป็นผู้ทำให้คลอเรสเตอรอลตัวร้าย หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า LDL-C เพิ่มมากขึ้น ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตันมากขึ้น และถ้าอุดตันที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็อาจทำให้หัวใจวายได้ ดังนั้น ที่ป้าพวงว่า กระทิไม่มีคลอเรสเตอรอลนั้น ไม่ผิดหรอก แต่ป้าพวงคงไม่รู้ว่ากระทิเป็นพวกไขมันอิ่มตัว ที่หากกินไปมากๆ ก็ทำให้ร่างกายมีคลอเรสเตอรอลตัวร้ายเพิ่มมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ เราควรหลีกเลี่ยงการกินกระทิบ้างถ้ามีโอกาส”

ทีนี้ยัยป้าจุขยับเก้าอื้เข้ามาใกล้ๆ ผมบ้าง พร้อมกับเบาเสียงลงไปอีกเหมือนกลัวป้าพวงจะได้ยิน ขณะที่ผมเหลือบตามองจานข้าวแพนงไก่ที่เพิ่งกินหมดไป


 

“รู้แล้ว รู้แล้ว ไม่ออกไปกินข้าวข้างนอกกับพี่ เพราะมีนัดกินข้าวเที่ยงกับพ่อหนุ่มนี่เอง”

เสียงดังไม่แพ้ป้าพวง ดังมาจากข้างหลังจนทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย ซึ่งก็คงไม่ใช่ใครที่ไหนที่มีเสียงดังขนาดนี้

 

“แล้วนี่ พ่อหนุ่ม ทำไมไปนั่งใกล้น้องสาวคนสวยของพี่ขนาดนั้น คิดจะจีบน้องสาวของพี่ล่ะซิ  ใช่ไหม  ใช่ไหม”

เสียงพี่จุ๊บจิ๊บที่ดังลั่นไม่แพ้ป้าพวง ทำเอาหลายคนในแคทีนเริ่มหันมามองจนผมต้องขยับเก้าอื้ออกห่างไป 3 คืบ ในขณะที่ยัยป้าจุรีบรวบช้อนรวบซ่อม ลุกขึ้นจะยกจานข้าวไปเก็บที่ชั้นวาง

 

“เอา เอา แซวเล่นแค่นี้ก็น่าแดง ห้า ห้า ห้า”

พี่จุ๊บจิ๊บหัวเราะอย่างมีความสุข ที่เห็นยัยป้าจุหน้าแดงแบบซ่อนไว้ไม่อยู่

 

“ไป จะบ่ายโมงแล้ว กลับวังกันได้แล้ว เดี๋ยววันหลังค่อยมาจีบกันใหม่ ห้า ห้า ห้า”

พี่จุ๊บจิ๊บเดินไป หัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี โดยมียัยป้าจุตามหยิกที่แขนเบาๆ

 

ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะ ท่ามกลางยิ้มที่เปื้อนหน้าของหลายๆ คน ที่แอบมองมาทางผม...




 


วามรู้ข้อที่สอง : เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา มันส่งเสียงเจรจา ทำไมเกิดมาเพื่อแข่งขัน?


ด้วยความรีบร้อน ยังป้าจุเลยลืมหนังสือเล่มโต๊โตไว้บนโต๊ะอาหาร

คงจะเป็นหนังสือที่ตั้งใจถือมาอธิบายให้เด็กฉลาด(น้อย) อย่างผมฟังแน่ๆครับ


Where Where is Where Where (แปลว่า : ไหนๆ ก็ไหนๆ) ลองเปิดอ่านทำความเข้าใจนิดหน่อย ก็คงจะเข้าใจได้มั๊ง

ผมคิดอย่างนั้น...



ตามกระดาษที่ยัยป้าจุเสียบคั่นหน้าหนังสือเอาไว้นั้น

พอเปิดดูแล้วจะเป็นลมเลยครับพี่น้อง...

ก็เป็นภาษาต่างดาวทั้งหมดเลย


แต่ภาพประกอบดูน่าสนใจดี

(หมายเหตุ : รูปจริงในหนังสือเค้า สวยปิ๊งกว่านี้เยอะเลยครับ)

(ภาพ 2 ภาพนี้ เป็นภาพจากหนังสือ Biology ของ Campbell ครับ)




เอาล่ะครับ ลองแปลดูเองซักตั้ง แล้วค่อยโทรไปถามยัยป้าจุอีกที ว่าแปลถูกไหม...


 

นี่ไงครับ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยแปลได้ตามที่เขียนด้วยหมึกแดงไว้ในรูปนะครับ

ส่วนที่ไม่แปลไว้ ก็เป็นเพราะเห็นว่าจะละเอียดเกินระดับของข้อสอบไปซักหน่อย



รูปคนตามข้างบนนี้ ถ้าดูแล้วยังงงๆอยู่ว่าระบบการย่อยมันต่อเนื่องกันอย่างไร ก็ต้องดูรูปข้างล่างนี้ครับ

เราจะเห็นได้ว่า อาหารจะผ่านจากปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไส้ตรง แล้วสิ้นสุดที่ทวารหนัก

และที่น่าสนใจสำหรับรูปนี้ ก็คือรูปจะแสดงอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารที่มีหน้าที่ผลิตเอมไซม์หรือผลิตสารเคมี ซึ่งก็คือ ต่อมน้ำลาย ตับ และตับอ่อนครับ


ส่วนคำอธิบายภาษาต่างดาวข้างๆ ที่พูดถึงระยะเวลาที่อาหารจะผ่านไปในแต่ละอวัยวะนั้น ลองแปลเองกันเล่นๆ ก็แล้วกันนะครับ...



ทีนี้เรามาดูกันเฉพาะการย่อย "กระทิ" ซึ่งยัยป้าจุได้อธิบายไปแล้วนะครับว่ากระทิเป็นไขมัน

ไขมันนั้น เมื่อเราหม่ำเข้าไปก็จะผ่านจากปาก หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร โดยที่ยังไม่มีใครเข้าไปย่อยเลย

การย่อยจะเริ่มต้นที่ลำไส้เล็ก โดยจะมีสารเคมีตัวหนึ่งที่ตั้งชื่อกันว่า "น้ำดี" เข้ามาทำให้ไขมันแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กๆ


ซึ่งน้ำดีนี่ ถูกผลิตจากตับ แล้วส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

และเราควรจะทราบอีกนิดว่า น้ำดี ไม่ใช่เอนไซม์นะครับ


ดังนั้น หากข้อสอบถามว่าอะไรต่อไปนี้เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร

ก็อย่าไปเลือกคำตอบข้อที่เป็นน้ำดีนะครับ เพราะน้ำดีนั้นถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร แต่ก็ไม่ใช่เอนไซม์นะจ๊ะ ขอบอก!


หลังจากที่น้ำดีที่ส่งมาที่ลำไส้เล็กทำให้ไขมันแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว

ร่างกายก็ยังไม่สามารถดูดซึมออกไปใช้ได้นะครับ เพราะไขมันที่แตกตัวเพราะน้ำดีนั้น ยังคงมีสภาพที่ร่างกายยังไม่สามารถนำไปใช้งานได้


ดังนั้น จะต้องมีการย่อยให้ไขมันที่แตกตัวนั้น เล็กลงไปอีก

ซึ่งทีนี้ก็เป็นบทบาทของตับอ่อนครับ โดยตับอ่อนจะส่งเอนไซม์ที่ชื่อว่า "ไลเพส" มายังลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมันที่แตกตัวนั้นให้มีสภาพเล็กลงไปอีก

(ขยายความ : เอนไซม์ที่ชื่อ ไลเพส จะย่อยไขมันให้กลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอลครับ)


เห็นไหมครับ การย่อยไขมันนั้น จะต้องมีการทำงานของอวัยวะ 3 ส่วนด้วยกันคือ

     - ลำไส้เล็ก

     - ตับ

     - ตับอ่อน

(ขยายความอีกทีนะครับ : ตับอ่อนไม่ได้ผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยไขมันอย่างเดียว แต่ยังผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยโปรตีน และเอนไซม์เพื่อย่อยแป้งด้วยครับ)


เอาล่ะครับ ทีนี้มาดูคำตอบแต่ละตัวเลือกกันนะครับ...

 


คำตอบข้อ 1. ตับและลำไส้เล็ก

ทั้งตับและลำไส้เล็กนี่แหละครับที่จะทำงานหนักเมื่อเรากินกระทิมากเกินไป ดังนั้น คำตอบข้อนี้จึงน่าจะถูกต้องนะครับ


 

คำตอบข้อ 2. ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่นี่ ไม่ได้มีหน้าที่ในการย่อยอาหารเลยครับ มีหน้าที่เพียงแค่ดูดซึมน้ำกลับคืน อาหารส่วนที่ย่อยไม่ได้และเหลือมาจนถึงลำไส้ใหญ่ซึ่งเรียกกันว่ากากอาหารนั้น ก็จะถูกขับผ่านออกมาทางทวารหนักซึ่งก็คืออึไงครับ

หากกากอาหารค้างอยู่ที่ลำไส้ใหญ่นานเกินไป กากนั้นก็จะถูกดูดน้ำออกไปเรื่อยๆ จนแข็ง

จนทำให้เมื่อถ่ายอึ ก็จะเจ็บก้นอย่างมากจนน้ำตาจะไหล 

ดังนั้น น้องๆ หนูๆ ที่ไม่ยอมถ่ายอึให้เป็นเวลา หรือเอาแต่เล่นจนไม่ยอมอึนั้น

คงรู้แล้วนะครับว่าทำไมตัวเองจึงอึออกมายาก หรือชอบบ่นว่าเจ็บก้น เจ็บก้น อยู่บ่อยๆ


อ้าว...โม้ไปเรื่องอื่นอีกแล้ว

สรุปว่าคำตอบข้อที่ 2. นี่ ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะลำไส้ใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการย่อยไขมัน และไม่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารใดๆเลย

 

 

คำตอบข้อ 3. ลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยโปรตีนอย่างเดียวเลยครับ

ดังนั้นทั้งลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร จึงเป็นคำตอบที่ผิดอย่างเต็มๆ เลยครับ


 

คำตอบข้อ 4. กระเพาะอาหารและตับ

ก็บอกแล้วไงครับ ว่ากระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยโปรตีนอย่างเดียว คำตอบข้อนี้จึงเป็นคำตอบที่ผิดอีกนั่นแหละครับ


ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องสำหรับข้อนี้ก็คือ คำตอบข้อที่ 1. ตับและลำไส้เล็ก ครับผม


เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช