.

.

ข้อสอบ สสวท. ปี 2555 ข้อที่ 8


ข้อ 8. 

 

ลองหันไปถามเด็กๆ ดูนะครับว่าพอจะรู้จักพืชตามที่โจทย์ว่าดีแค่ไหน และรู้จักคำว่า "สิ่งเร้า" รึเปล่า

แล้วเดี๋ยวมาเฉลยด้วยกันนะครับ...



 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง : แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กับนิยายหลอกเด็ก


“น้า รู้อะไรไหม”

เจ้าตี๋น้อย เด็กนักอ่านการ์ตูนลูกชายคนเล็กของเจ้ร้านขายยาที่ปากซอย เปิดประเด็นแบบไม่มีที่มา

 

“นิทานของฝรั่งเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่หลายเรื่อง น้าว่าไหม”

เจ้าตี๋น้อย เรียกผมว่าน้าซ้ำอีกแล้ว ผมเลยส่ายหน้าเพื่อจะเตือนแกว่าอย่าเรียกว่าน้าอีก ให้เรียกพี่ก็พอ

 

“อะไรครับน้า  ส่ายหน้านี่แปลว่าไม่รู้ หรือไม่เชื่อครับ”

ผมชักเคืองเจ้าตี๋น้อยที่เรียกว่าน้าซ้ำซากอยู่ได้ จนหันไปมองหาเจ้ขายยาผู้เป็นแม่ จะได้ซื้อๆ แล้วจะได้ไปๆ ซะที

 

“เก้าอี้ไม่ได้อยู่ตรงโน้นครับ อยู่ตรงนี่ครับน้า นั่งก่อนครับน้า”

ผมนั่งลงอย่างปลงตกบนเก้าอี้ที่เจ้าตี๋น้อยคว้ามาให้ พลางคิดว่าผมคงไปเป็นดาราหนังไม่ได้แน่ๆ เพราะภาษาท่าทางที่สื่อออกไปนั้น เจ้าตี๋น้อยแปลผิดหมดเลย...

 

“แม่ออกไปซื้อถั่วต้มที่แผงป้าเรไรแป๊ปเดียวครับน้า เดี๋ยวมา”

อ้าว...(มัน) ก็รู้นี่หว่าว่าผมมองหาแม่ ไม่ได้มองหาเก้าอี้ ผมคิดในใจ

 

“แม่บอกว่า ถ้าใครมาซื้อยา ให้หาเก้าอี้ให้นั่งรอก่อน

นั่งก่อนนะน้านะ แป๊ปเดียวเอง แต่ถ้าน้าเบื่อรอ ก็คุยกับผมไปเรื่อยๆ ก็ได้ครับน้า”

 

พ่อแม่พี่น้องครับ...

พ่อแม่พี่น้องคิดว่าใครจะเป็นคนคุย ใครจะเป็นคนฟังครับ

ลองย้อนกลับไปอ่านดูอีกทีซิครับ ตั้งแต่เดินเข้ามาที่ร้านนี่ ผมยังไม่มีโอกาสพูดอะไรซักคำเลย


“ว่าแต่ว่า น้ารู้จักนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์รึเปล่าครับน้า”

เจ้าตี๋น้อยวกกลับเข้าเรื่องเดิม

 

“แรกสุด ผมรู้จักนิทานเรื่องนี้จากหนังสือการ์ตูนรูปภาพที่แม่ซื้อมาให้ดูรูปเล่น ตั้งแต่ตัวเล็กๆแค่นี้”

เจ้าตี๋น้อย ทำมือแบนๆ ยกขึ้นมาเทียบความสูงกับหัวเก้าอี้ที่ผมนั่งฟังอยู่อย่างเบื่อๆ

 

“แล้วก็มารู้จักอีกที จากครูสอนภาษาอังกฤษครับน้า”

 

“อ้อ...ครูเอานิทานภาคต้นฉบับภาษาอังกฤษมาให้แปลเหรอ”

ผมถามตามมารยาทแบบไร้อารมณ์

 

“โอ้ย...น้าก็ ครูเค้าบอกว่า ใครที่เอานิทานฝรั่งที่เด็กๆ รู้จักกันอยู่แล้ว มาสอนให้เด็กๆ แปลทีละประโยคนี่ เป็นพวกเอาท์ครับน้า”

เจ้าตี๋น้อย พูดคำฝรั่งแบบไทยๆว่า “เอาท์”  ซึ่งย่อมาจากคำว่า Out of Date ที่แปลว่า ล้าสมัย หรือโบราณ อะไรทำนองนี้

  

“ครูบอกว่า ถ้าทำแบบนี้ นักเรียนจะไม่สนุก ไม่ตื่นเต้นและน่าเบื่อ เพราะเด็กๆ รู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวจะเป็นไง  รวมทั้งนักเรียนก็จะเดาคำแปลจากเรื่องที่เคยรู้อยู่แล้ว ทำให้ไม่มีประโยชน์เท่าไร”

 เจ้าตี๋น้อย สาธยายเหมือนเป็นครูซะเอง

  

“แล้วครูสอนแบบไหนล่ะ”

 ผมถามแบบชักอยากรู้ขึ้นมาบ้าง

  

“ครูบอกว่าแม่ของเด็กชายแจ็คซึ่งเป็นคนจน ได้ให้แจ็คเอาวัวที่ไม่มีน้ำนมแล้วไปขายที่ตลาด แต่แจ็คกลับนำไปแลก “magic beans” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าเป็น “ถั่ววิเศษ” กลับมาบ้าน"

  



“แล้วไง”

เจ้าตี๋น้อยหยุดเว้นระยะการเล่า จนผมทนไม่ไหว

 

“ครูบอกว่า คำว่า “bean” ที่แปลว่าถั่วนั้น แตกต่างจากคำว่า “nut” ซึ่งคนไทยก็แปลว่าถั่วเหมือนกัน"

บางทีเราเลยไปเรียกถั่วว่า nut บ้าง bean บ้าง ซึ่งฝรั่งฟังแล้ว อาจเข้าใจไปคนละทางกับเรา”

เจ้าตี๋เล็กอมยิ้ม เมื่อเห็นผมเริ่มมีท่าทีสนใจ

  

“อย่างถั่วสิสงที่แม่กำลังไปซื้อนี่ ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า peanut แต่ก็ไม่ใช่ nut นะครับ เพราะจริงๆ แล้วถั่วลิสงคือ bean ครับ แล้วก็รวมถึงพวกถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ด้วยนะครับน้า พวกถั่วพวกนี้ ในภาษาอังกฤษคือ bean ครับน้า  ส่วนที่เป็น nut นั้น  จริงๆ แล้ว หมายถึงเมล็ดของพืชบางชนิดเช่น เม็ดอัลมอนด์ เม็ดแมคคาเดเมีย อย่างนี้เรียกว่า nut นะครับน้า”

เจ้าตี๋น้อยหยุด แล้วสบตาผม เหมือนจะรอดูว่าผมจะมีคำถามอะไรไหม


 

“แต่เรื่องที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของคำว่า bean กับ nut นะครับน้า”

เจ้าตี๋น้อยย้อนกลับไปเรื่องเป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้อีกแล้วครับพี่น้อง

 

“อย่างต้นถั่วที่งอกขึ้นมานี่ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ครับ”

เจ้าตี๋น้อยเริ่มขมวดปมของเรื่อง ในขณะที่ผมแย้งอยู่ในใจว่า นิทานแบบนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ทั้งเรื่องนั่นแหละ

 

 

“เราไม่พูดเรื่องต้นถั่ว งอกเร็วเกินจริง หรือต้นถั่วมีขนาดใหญ่เกินจริงนะน้า เพราะนิทานหลอกเด็กก็ต้องมีเรื่องเวอร์ๆไว้ก่อนอยู่แล้ว”

 อ้ะ นอกจากเรื่องพวกนี้ที่เป็นไปไม่ได้ ยังมีเรื่องเป็นไปไม่ได้อีกหรือ(วะ) ผมคิดในใจ

  

“มีซิน้า มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เกี่ยวกับถั่วอีกเรื่อง”

ผมสดุ้งเล็กน้อยที่เจ้าตี๋น้อยได้ยินความคิดของผม

เอ...หรือว่าตะกี้ผมเผลอพูดออกไปหว่า

 

“ก็ถั่วเป็นพืชล้มลุกครับน้า ถั่วจะงอกยืดขึ้นไปบนฟ้าด้วยตัวคนเดียวแบบต้นสนหรือต้นมะม่วงไม่ได้หรอกน้า ถ้าไม่มีไม้มาค้ำไว้ให้ยอดถั่วพันขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวต้นก็อ่อนลู่ลง แต่ในนิทานเรื่องนี้ ปรากฎว่าต้นถั่ว งอกขึ้นไปบนฟ้าด้วยตัวคนเดียว ถือว่าผิดธรรมชาติของต้นถั่ว ซึ่งอาจทำให้เด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่อง ไปเข้าใจเอาว่า ต้นถั่วทรงตัวงอกสูงขึ้นไปได้แบบไม่สิ้นสุด โดยไม่ต้องมีเสาอะไรมาค้ำให้ต้นถัวพันขึ้นไป”

เจ้าตี๋น้อยนี่ เป็นเอามากนะครับพี่น้อง

นี่ถ้าผมเป็นแม่เจ้าตี๋น้อย ผมคงต้องรีบพาไปหาพ่อหมอให้รดน้ำมนต์ซักหน่อย เผื่ออาการจะไม่กำเริบมากไปกว่านี้

 

“นี่แหละครับน้า ต้นถั่วในเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ จึงผิดจากหลักทางวิทยาศาสตร์ครับ เพราะต้นถั่วจะต้องพันอะไรสักอย่างครับน้า”

เจ้าตี๋น้อย ยิ้มราวกับเป็นผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน

 

“แล้วทำไมต้นถั่วถึงต้องเที่ยวไปพันคนนู้นคนนี้ล่ะ”

ผมถามเจ้าตี๋น้อยไปแบบงั้นๆ เพราะคาดว่าเจ้าตี๋น้อยคงตอบว่า “ก็ไม่รู้ซิน้า”

 

“โอ้ย...น้าไม่รู้หรอกเหรอว่า ยอดของต้นถั่วนี่ จะงอกแบบควงส่ายเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ และด้วยความที่ยอดต้นถั่วไม่ได้แข็งแบบยอดต้นมะม่วง พองอกยาวมากๆ ก็เลยเอียงลง ซึ่งการเอียงลงนี่แหละครับน้า จะมีผลทำให้รัศมีการส่ายเป็นวงกลม ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ถ้าไปแตะกับอะไรซักอย่าง จนส่ายหมุนต่อไปไม่ได้ ก็จะคาอยู่อย่างนั้น แล้วยอดใหม่ที่งอกเพิ่ม ก็จะเริ่มควงส่ายอีกครั้ง จึงกลายเป็นการหมุนพันขึ้นไปเรื่อยๆ ไงน้า...น้าไม่เคยเรียนเหรอ”

 

“เออ...ไม่เคยเรียน”

ผมตอบในใจอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าคราวนี้ไม่ได้เผลอพูดออกไปแน่ๆ

 

“การหมุนควงของยอดอ่อนของต้นถั่วนี่ เกิดจากสิ่งเร้าชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากภายในของพืชเองครับน้า แล้วพอหมุนไปแตะสิ่งกีดขวาง ก็เลยหมุนควงต่อไปไม่ได้เพราะมันถูกขวางเอาไว้  ทีนี้หลังจากนั้นก็ค่อยงอกยาวขึ้นพร้อมๆ กับหมุนควงไปด้วยอีกครั้ง ทำให้เกิดการพันสิ่งกีดขวาง บางคนจึงคิดว่าสิ่งเร้าคือ “การสัมผัสเข้ากับสิ่งกีดขวาง” แต่จริงๆ แล้วคือการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของด้านทั้งสองฝั่งของยอดอ่อนนั้นต่างหาก”

เจ้าตี๋น้อยอธิบายซ้ำอีกครั้ง ในขณะที่สมองของผมเริ่มประมวลผลหมุนค้างวิ้งๆ แบบคอมพิวเตอร์ที่กำลังพยายามหาอะไรซักอย่าง ที่จนแล้วจนรอดก็หาไมเจอซักที

 

“สิ่งเร้าของต้นถั่ว จึงไม่ใช่เพราะเกิดจากการสัมผัสครับน้า”

เจ้าตี๋น้อยสรุปอีกที ท่ามกลางความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของผม

 

“อีกอย่างนะน้า สิ่งที่ไม่ถูกต้องที่ร้ายแรงอีกอย่างของนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์คืออะไร รู้ไหมน้า แต่คราวนี้เป็นเรื่องของจริยธรรมนะน้า ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์”

เจ้าตี๋น้อย เปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่เรื่องเก่ายังทำผมมึนไม่หาย

 


“แจ็คปีนต้นถั่วขึ้นไปขโมยของวิเศษของยักษ์ แล้วยังบอกให้แม่ช่วยฆ่ายักษ์อีก”

น้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังของเจ้าตี๋น้อย ทำให้ผมอึ้งเล็กน้อย และเริ่มคิดอีกทีว่าเมื่อไรเจ้ขายยาผู้เป็นแม่จะกลับมาซะที

 

 

“ยักษ์ทำอะไรผิดครับน้า แจ็คกับแม่ถึงต้องฆ่าเค้าด้วย แล้วแจ็คไปขโมยของของเค้ามาเป็นของตัวเองทำไมครับน้า”

เจ้าตี๋น้อย จ้องตาผมราวกับผมเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์คนนั้น

 

“น้ารู้ไหมว่า นี่คือเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่ควรมีในนิทานสำหรับเด็กๆ”

ผมขยับเก้าอี้ พร้อมกับตัดสินใจว่าไม่รอเจ้ดีกว่า...


แต่เจ้าตี๋น้อยเหมือนรู้ทัน จับข้อมือผมไว้ทันที ก่อนที่ผมจะได้ทันขยับตัว

 

“แม่มาแล้วน้า”

เจ้าตี๋น้อยบอก

 

 

 

ความรู้ข้อที่สอง :  ซ่อนไว้ในใจ

 

“สิ่งเร้า ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือตัวกระตุ้นนั่นแหละ”

ยัยป้าจุอธิบายให้ฟัง เพื่อไขความสงสัยที่ผมแอบเก็บเอาไว้จากคำพูดของเจ้าตี๋น้อย

 

“สิ่งเร้าที่พูดถึงอาจเป็นสิ่งเร้าจากภายนอก หรือเป็นสิ่งเร้าจากภายในก็ได้ เช่น เวลาเราได้กลิ่นไข่เจียว เราจะรู้สึกอยากกิน อย่างนี้ กลิ่นของไข่เจียวจะเป็นสิ่งเร้าจากภายนอก แต่ถ้าถึงเราหิวข้าวเมื่อถึงตอนเที่ยง อย่างนี้คือเกิดจากสิ่งเร้าภายในร่างกายที่กระตุ้นเตือนให้เรารู้สึกว่า ถึงเวลาอาหารแล้ว”

ยัยป้าจุว่างั้น

 

“อ้อ...สิ่งเร้าจากภายในนอกก็คือสิ่งเร้าที่ไม่ใช่อวัยวะของเรา เช่น กลิ่น แสง หรือการสัมผัส แต่สิ่งเร้าจากภายในก็คือสิ่งเร้าที่เกิดจากภายอวัยวะของเราเอง เช่นการรู้สึกหิว การรู้สึกง่วงนอน อย่างงี้ใช่ไหมจ๊ะ”

ผมพยายามทำตัวเป็นนักเรียนที่ดี ที่ต้องโต้ตอบกับครูบ้างเมื่อมีโอกาส

 

“อือ...จะว่างั้นก็ได้”

ยัยป้าจุ รับคำอย่างสั้นๆ พิกล

 

“เมื่อมีสิ่งเร้า สิ่งมีชีวิตก็จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆ แต่การตอบสนองอาจเป็นเชิงบวก หรือเชิงลบก็ได้”

วันนี้ เสียงของยัยป้าจุ ไม่สดใสแบบทุกวันเลยครับพี่น้อง

 

“อย่างเช่นแรงโน้มถ่วงของโลก ถือเป็นสิ่งเร้าของพืช โดยรากของพืชจะงอกเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก ส่วนยอดของพืชจะงอกเจริญหนีแรงโน้มถ่วงของโลก มีผลทำให้รากของพืชจะงอกลงไปในดิน ส่วนต้นพืชก็จะงอกขึ้นไปบนฟ้า และขณะเดียวกันแสงสว่างก็เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้ยอดของพืชเบนเข้าหาแสงสว่าง และรากของพืชก็งอกหนีแสงสว่าง”

  

“อึม ม ม... พืชอาจเคลื่อนเข้าหาสิ่งเร้า หรืออาจเคลื่อนหนีสิ่งเร้าก็ได้เหรอ”

 ผมเปรยถาม

  

“ใช่”

 คราวนี้ ยัยป้าจุตอบสั้นกว่าเดิมอีกครับ

 และไม่มีคำว่า “จ้ะ” ตามหลังเหมือนเคย

  

“พืชบางชนิดมีการสัมผัสเป็นสิ่งเร้า  โดยมีการตอบสนองต่อการสัมผัสได้ เช่น มือเกาะ ยื่นออกไปจากลำต้นไปยึดสิ่งที่สัมผัสเช่นต้นตำลึง หรือองุ่น  หรือต้นกาบหอยแครงจะปิดงับใบเมื่อมีแมลงบินมาเกาะที่ใบ หรือต้นไมยราบจะหุบใบเมื่อมีอะไรมาสัมผัส”

  

“พืชบางชนิดมีแสงเป็นสิ่งเร้า เช่นต้นก้ามปู ต้นกระถิน ต้นมะขาม ใบจะหุบเมื่อถึงตอนเย็น จนเรียกว่าต้นไม้นอนหลับ  ส่วนดอกบัวจะหุบในตอนกลางคืน และบานในตอนกลางวัน ก็เพราะว่ามีแสงเป็นสิ่งเร้า  ซึ่งจะตรงกันข้ามกับดอกของกระบองเพชรที่จะบานในตอนกลางคืน และหุบในตอนกลางวัน”

 

“กระบองเพชร ก็มีดอกด้วยเหรอนี่”

ผมพยายามถามแทรกเพื่อเบรคยัยป้าจุที่ตะลุยอธิบายเหมือนคนไร้อารมณ์

 

“สำหรับการเลื้อยพันหลักของต้นถั่วนั้น จริงๆ แล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าจากภายนอกโดยตรง แต่เกิดจากเจริญเติบโตที่ไม่เท่ากันในแต่ละด้านของต้นถั่ว ทำให้เกิดการเจริญเติบโตแบบหมุนควง แต่หากมีอะไรแตะขวางเข้า ต้นถั่วก็จะหมุนควงพันเอาไว้ จึงอาจพูดได้ว่า การพันหลักของต้นถั่ว เกิดจากสิ่งเร้าที่เป็นการสัมผัสก็ได้”

ยัยป้าจุพูดคล้ายๆ เจ้าตี๋น้อย แต่สรุปลงท้ายกลับไม่เหมือนกัน

 

“ลองเอาหนังสือเล่มนี้ ไปเปิดๆ ดูรูปอีกทีนะ”

ยัยป้าจุยื่นหนังสือเล่มหนามาให้ เหมือนอยากจะจบการสนทนา

จนผมต้องต้องลุกขึ้นลาจากอย่างงงๆ

  


“นี่...ถามอะไรหน่อยซิ”

เสียงยัยป้าจุ ถามเบาๆ ตอนผมผลักบานประตูเปิดไปแล้วครึ่งหนึ่ง

 

หันกลับมามอง เห็นยัยป้าจุจ้องมาทางผม เม้มปากด้วยท่าทางลังเล

 

 

 

“เอาไว้ค่อยถามวันหลังก็แล้วกัน”

พูดเสร็จ ยัยป้าจุก็ก้มหน้าลงจัดกองเอกสารบนโต๊ะ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอีก

ปล่อยให้ผมเดินออกไปจากห้องพักของเธอไปแบบงงๆ



 

ก่อนที่จะเล่าเรื่องอื่นจนหลงทางไปไกล

เรากลับมาดูคำตอบของโจทย์ข้อนี้กันดีกว่านะครับ


 

คำตอบข้อที่ 1. การบานของดอกบัวเกิดจากสิ่งเร้าคือ แสงสว่าง

 

เชื่อไหมครับว่า ดอกบัวนี่มีความเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนามาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาที่เกิดก่อนพุทธศาสนาเป็นพันๆ ปี นั้น  เชื่อกันว่าดอกบัวคือจักรวาล และดอกบัวเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของเทพเจ้า เช่นเชื่อว่าพระพรหมเกิดจากดอกบัวที่ผุดขึ้นมาจากสดือของพระนารายณ์  ดังนั้น เราจะเห็นรูปของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์มีดอกบัวเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

 

ลองมาดูภาพนี้ประกอบซิครับ...

   

  รูปข้างบนนี้คือ พระพรหม ซึ่งเกิดจากดอกบัวครับ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Brahma)

   

   ภาพจาก http://dhamma.mthai.com/

 

รูปนี้ คือพระพิฆเนศ เทพแห่งช่างศิลป์ทั้งปวง ซึ่งว่ากันตามความเชื่อว่า เดิมนั้นไม่ได้มีศรีษะเป็นช่างแบบปัจจุบันนะครับ แต่เป็นเหมือนกับคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละครับ โดยตามท้องเรื่องนั้น พระพิฆเนศเป็นผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูวังของพระอิศวร ผู้เป็นหนึ่งสามของเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ (ส่วนอีกสององค์ ได้แก่ พระพรหม และพระวิษณุ ครับ) เห็นไหมครับว่า มือข้างหนึ่งของพระพิฆเนศก็ถือดอกบัวเช่นเดียวกัน

 

แต่หากสงสัยว่า เหตุใดพระพิฆเนศจึงมีศรีษะเป็นช้างนั้น รบกวนลองถามผู้รู้หรือค้นคว้าเอานะครับ เพราะหากเล่ากันตรงนี้ก็จะยืดเยื้อแน่ๆ เลยครับ



สำหรับในศาสนาพุทธนั้น มีเรื่องราวของดอกบัวปรากฏอยู่อย่างมากมายทั้งใน พุทธประวัติ และนิทานชาดก ซึ่งเด็กๆ คงเรียนกันมาแล้วว่า ในตอนที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้น ได้เดินโดยมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับทั้ง 7 ก้าว ซึ่งหมายถึงดอกบัว เป็นดั่งดอกไม้จากสวรรค์ที่ผุดขึ้นมารองรับผู้มีบุญญาธิการอันสูงส่งที่กลับมาจุติบนโลกมนุษย์

 

ดอกบัวจึงมีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นครับ


  

  ภาพจาก http://scoop.mthai.com/specialdays/108.html


 

เมื่อดอกบัวเกี่ยวพันกับพระพุทธเจ้าขนาดนี้ จึงมีการนำดอกบัวมาบูชาพระ โดยมีความเชื่อที่แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น ดอกบัวแสดงถึงการเกื้อหนุนกันทั้งชาตินี้และชาติหน้า หรือหมายถึงการไหว้ด้วยดอกบัวตูมก็เพื่อจะได้เจริญก้าวหน้าเปรียบเหมือนการกำลังจะบานของดอกบัวในวันข้างหน้า

เด็กๆ ลองหันไปถามคุณพ่อคุณแม่ดูนะครับ ว่ามีความเชื่ออย่างไรในการนำดอกบัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการไหว้พระ...

 

เอ... เรากำลังเฉลยข้อสอบวิทยาศาสตร์กันอยู่ใช่ไหมครับ?

 

 

ดอกบัว ที่เรากำลังจะพูดถึงในทางวิทยาศาสตร์ เป็นตามรูปนี้ครับ

 

ภาพจาก http://www.vcharkarn.com/lesson/1027


ดอกบัวนั้น จะตอบสนองต่อแสงด้วยกลไกบางอย่าง(ซึ่งไม่ต้องรู้ในตอนนี้) ทำให้บานในตอนกลางวัน และพอถึงตอนค่ำเมื่อแสงไม่มีแล้ว ดอกบัวก็จะหุบลง หรือพูดได้ว่าการบานของดอกบัวในตอนกลางวันนั้น มีแสงเป็นสิ่งเร้า

ดังนั้น คำพูดตามคำตอบข้อนี้จึงเป็นคำพูดที่ถูกต้องครับ




คำตอบข้อที่ 2. การหุบของใบกระถินเกิดจากสิ่งเร้าคือ การสัมผัส


ในเบื้องต้นนั้น เด็กที่เกิดและโตในเมืองมากกว่าร้อยละเก้าสิบ คงไม่รู้จักต้นกระถินเป็นแน่แท้

และลองหันไปถามคุณแม่ดูนะครับ ว่าเคยกินใบกระถินบ้างไหม?


กระถินเป็นไม้ยืนต้น มีใบคล้ายใบมะยม หรือใบมะขาม และมีผลเป็นฝักแบนๆ ซึ่งอธิบายแล้วก็ไม่น่าจะนึกภาพออก

งั้นมาดูรูปประกอบกันเลยดีกว่าครับ

 

ภาพจาก http://frynn.com/

 

ทั้งใบอ่อนของกระถิน และฝักอ่อนของกระถินนี่ ถ้านำมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริก จะอร่อยมากๆ เลยครับพี่น้อง

ซึ่งในสมัยก่อนบ้านตามต่างจังหวัด มักจะปลูกกระถินไว้ตามริมรั้ว กระถินลวกจึงอาหารง่ายๆ ที่ไม่มีต้นทุนเลย

แต่เดี๋ยวนี้การปลูกก็ชักจะเริ่มมีน้อยลงไปตามสมัยนิยม และตามคำจำเป็นที่บ้านของแต่ละคนมีเนื้อที่น้อยลงเรื่อยๆ

ประกอบกับแต่ละบ้านก็เริ่มรู้จักกันน้อยลง อยู่ๆ จะไปเก็บใบกระถินจากต้นริมรั้วของเพื่อนบ้านจึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อหาลักทรัพย์ง่ายๆ


 

ภาพจาก http://www.baanmaha.com/

 

เดี๋ยวนี้ หากอยากกินกระถินก็ต้องแวะไปตลาดหาซื้อมาลวกกินแล้วครับพี่น้อง



ในตอนผมเป็นเด็ก ผมมักจะรู้สึกเหงาๆ เศร้าๆ เสมอ เมื่อถึงตอนเย็น

คงเป็นเพราะทั้งต้นกระถิน กับต้นก้ามปูแถวๆ บ้านต่างพากันหุบใบลง ชิงหนีผมไปนอนหลับจนหมด ปล่อยให้ผมนั่งเหงาอยู่คนเดียว


อาการนอนหลับของต้นกระถิน ต้นก้ามปู ต้นแค และต้นอื่นๆ อีกหลายๆต้นนั้น เด็กต่างจังหวัดต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า

พอถึงตอนค่ำลง ใบของต้นเหล่านี้ก็จะหุบลง แล้วก็จะกางออกเหมือนเดิมในเช้าวันรุ้งขึ้น


 

ใบกระถิน จะหุบในเวลากลางคืน ภาพจาก http://herbaria.plants.ox.ac.uk/

 

จวบจนได้เริ่มเรียนวิชาวิทยาศาสตร์นั่นแหละครับ จึงมารู้ว่า จริงๆ แล้วต้นไม้ตามที่ว่าไม่ได้นอนหลับตามที่เข้าใจกัน

เป็นเพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงตามสิ่งเร้าซึ่งก็คือ แสงนั่นเอง

 

ข้อความของคำตอบข้อ 2. ที่ว่า การหุบของใบกระถินเกิดจากสิ่งเร้าคือ การสัมผัส จึงเป็นคำพูดที่ผิดครับ

เพราะที่ใบกระถินหุบ หรือกางออกนั้น เกิดจากแสงเป็นสิ่งเร้าครับ ไม่ใช่การสัมผัสแต่อย่างใด


ถ้าเป็นใบที่หุบจากการสัมผัสนั้น จะต้องเป็นใบของต้นไมยราบครับ

ซึ่งหากเด็กๆ ยังไม่เคยเจอ หรือยังไม่เคยลองเขี่ยใบของต้นไมยราบเล่น

ลองบอกให้คุณครูหามาปลูกที่โรงเรียนกันซักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ


เพราะอาจจะทำให้วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่มีการทดลองจริง ไม่ใช่วิชาท่องจำกันอย่างทุกวันนี้... 


ดังนั้น หากเวลาในการทำข้อสอบเหลือน้อย ก็เลือกตอบไปเลยว่าคำตอบข้อนี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

แต่เพื่อให้เป็นไปตามหลักการทำข้อสอบที่ดีที่บอกสอนกันว่า ต้องอ่านช้อยส์ให้ครบทุกข้อถึงแม้ว่าจะมั่นใจเพียงใดก็ตาม


การอ่านคำตอบให้ครบทุกข้อจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ


เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็มาพิจารณาคำตอบข้อที่ 3. กันดีกว่านะครับ..


 

 

คำตอบข้อที่ 3. การเลื้อยพันหลักของต้นถั่ว เกิดจากสิ่งเร้าคือ การสัมผัส


ยัยป้าจุ ได้อธิบายไปแล้วว่าการเลื้อยพันหลักของต้นถั่วนั้น  เกิดจากสิ่งเร้าที่เป็นการสัมผัส ดังนั้นข้อความในข้อนี้ จึงเป็นข้อความที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องอธิบายซ้ำอีกนะครับ




คำตอบข้อที่ 4. การเจริญของปลายรากพืช เกิดจากสิ่งเร้าคือแรงโน้มถ่วงของโลก


รากของพืชที่งอกพุ่งลงไปในดินนั้น เกิดจากสิ่งเร้าที่สำคัญคือแรงโน้มถ่วงของโลกครับ

และนอกจากนั้น พ่อแม่พี่น้องทราบแล้วใช่ไหมครับว่า นอกจากรากจะมีสิ่งเร้าคือแรงโน้มถ่วงแล้ว ยังมีความชื้นและแสงสว่างเป็นสิ่งเร้าด้วย โดยรากของพืชก็จะงอกเข้าหาความชื้น และจะงอกหนีแสงสว่างครับ


และไหนๆ ก็พูดกันถึงเรื่องแรงโน้มถ่วงแล้ว เราควรทราบเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า ยอดของพืชจะวิ่งหนีแรงโน้มถ่วงนะครับ ดังนั้น เราจึงเห็นยอดใหม่ของพืชจะพยายามชูขึ้นฟ้าเสมอ


อนึ่ง ทั้งหมดทั้งสิ้นที่พูดมาข้างต้น ไม่ได้พูดถึงกลไกของการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆ เพราะจะเกินหลักสูตรมากเกินไป

ซึ่งหากอยากรู้ให้ลึกซึ้งกันจริงๆ จะได้เรียนอย่างแน่นอนในตอน ม.ปลาย ครับ



ดังนั้น สรุปว่าคำตอบที่ถูกต้องสำหรับโจทย์ข้อที่ 8. นี้คือ คำตอบข้อ 2. นะครับพี่น้อง...



เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช