.

.

ข้อสอบ สสวท. ปี 2555 ข้อที่ 9

 


ข้อ 9. ตารางแสดงปริมาณของสารอาหารจากอาหาร 4 ชนิด จำนวน 150 กรัม

 

  

เด็กชาย ก เป็นโรคโลหิตจาง และเด็กชาย ข มีอาการมองไม่เห็นในตอนกลางคืน (โรคตาฟาง) เด็กทั้งสองควรบริโภคอาหารชนิดใด


1. ชนิดที่ 1 ชนิดที่ 4

2. ชนิดที่ 2 ชนิดที่ 3

3. ชนิดที่ 3 ชนิดที่ 4

4. ชนิดที่ 4 ชนิดที่ 2

 

สำหรับโจทย์ข้อนี้ เด็กๆ ต้องมีความรู้เยอะพอสมควรเลยครับ

เดี๋ยวค่อยๆ หาความรู้สำหรับทำโจทย์ข้อนี้ด้วยกันนะครับ


 

ความรู้ข้อที่หนึ่ง : อาหาร กับ สารอาหาร ความเหมือนที่ไม่เหมือน


หลายครั้ง เด็กๆ มักจะงงกับคำว่า อาหาร กับคำว่า สารอาหาร ครับ

หากจะอธิบายแบบชาวบ้านๆ ก็ต้องบอกว่า "อาหาร" ก็คือสิ่งที่เรากินเข้าไปนั่นแหละครับ ส่วนเมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างกายของเราก็จะได้อะไรบางอย่างจากอาหารนั้นๆ ซึ่งก็คือ "สารอาหาร" นั่นเอง

เช่น “ข้าว” ที่เรากินคือ “อาหาร” ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายได้รับ คือ “สารอาหาร” ครับ

ทีนี้ เด็กๆ เข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่า อาหารกับสารอาหาร ต่างกันอย่างไร...

 

แต่ถ้าหากจะให้คำจำกัดความตามหลักวิชาการนั้น คำว่าอาหาร กับสารอาหาร อาจอธิบายได้แบบนี้ครับ...

อาหาร (Food) คือ สิ่งที่เราทานเข้าไปแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

สารอาหาร (Nutrient) คือ องค์ประกอบขนาดเล็กๆ ที่เป็นสารทางเคมีที่มีอยู่ในอาหาร

 

เป็นไงครับ ชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วใช่ไหมครับสำหรับความแตกต่างระหว่างอาหาร กับสารอาหาร

หมายหด : คำว่าชัดแจ้งแดงแจ๋ แปลว่า ชัดเจนที่สุดในโลก อะไรทำนองนี้แหละครับ



 

ความรู้ข้อที่สอง : A ตา  , B ชา  ,  E หมัน ,  ฟัน C  , D ดูก

 

เรื่องเกี่ยวกับวิตามินนี้ ผู้น้อยเคยเล่าให้ฟังมาครั้งหนึ่งแล้วนะครับ ซึ่งหากขี้เกียจกลับไปค้นหา ก็ใคร่ขอฉายหนังซ้ำให้ฟังอีกครั้งดังนี้ครับ...

 

เมื่อพูดกันถึงวิตามินแล้ว เป็นเรื่องที่เรียนกันตั้งแต่ประถมต้นยันมัธยมปลายเลยล่ะครับ

ซึ่งเนื้อหาก็คล้ายๆ เดิม แต่เพิ่มรายละเอียดให้มากขึ้น


สำหรับชั้นประถมต้น เรามาเริ่มทำความรู้จักกับวิตามินผ่านการท่องจำกันแบบเด็กๆ ก่อนนะครับ

ท่องพร้อมกันเลยนะครับ...


"เอตา บีชา

อีหมัน ฟันซี

ดีดูก"


ซึ่งก็หมายความว่า...

Aตา หมายถึง ช่วยให้สายตาดี , B ชา คือ แก้เหน็บชา,  E หมัน หมายถึง ป้องกันการเป็นหมัน , ฟัน C ก็หมายถึงช่วยป้องกันเหงือกอักเสบ เลือดออกตามไรฟัน D ดูก ก็คือ เสริมสร้างกระดูกครับ

  

หากถามว่า วิตามินแต่ละชนิดนั้น ได้มาจากไหนบ้าง ก็ต้องบอกสั้นๆ ได้ดังนี้ครับ

 

วิตามินเอ มาจากเครื่องในสัตว์ ไข่ นม และพืชผักผลไม้สีเหลืองและสีส้มแดง

 (พวกผักผลไม้สีส้มหรือสีเหลือง จะมีสารสำคัญตัวหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า-แคโรทีน ที่เป็นต้นตอของวิตามินเอ ซึ่งหากสนใจ อาจลองหาอ่านเพิ่มเติมในหนังสือที่เกี่ยวกับสุขภาพดูนะครับ....)

 

วิตามินบี เป็นวิตามินที่แตกแขนงย่อยๆ ไปอีกเยอะแยะ เช่น บีหนึ่ง บีสอง บีหก บีสิบสอง แต่ที่เราๆ ถูกสอนตั้งแต่เป็นเด็ก จนเติบโตมาเป็นพ่อ-แม่ ก็คือวิตามินบีหนึ่ง ที่ได้จากข้าวซ้อมมือนั่นแหละครับ


วิตามินอี ได้จากผักต่างๆ รวมทั้งน้ำมันพืชที่เรานำมาผัดผักให้ลูกกิน จะน้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ก็ได้วิตามิน E ทั้งนั้นครับ

  

วิตามินซี อันนี้ก็ได้จากผักผลไม้ต่างๆ เช่นที่มีมากๆ ก็คือมะขาวป้อม และฝรั่ง เป็นต้น

ว่าแต่ว่า ผมเคยบอกไปหรือยังครับว่า ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีวิตามินซีมากนะครับ...


วิตามินดี ได้จากไข่แดง นม เมล็ดพืช แต่ที่สำคัญที่ควรรู้ก็คือ ร่างกายของเราสามารถสร้างวิตามินดีขึ้นมาได้เองนะครับ โดยวิธีสร้างก็แสนง่าย แค่ออกไปตากแดดบ้าง เราก็จะได้วิตามินดีแล้วครับ

รู้งี้แล้ว ก็ปล่อยให้ลูกๆ วิ่งเล่นกลางแดดบ้างเน้อ...

 

 

เห็นไหมครับ วิตามินต่างๆ ตามที่ว่า มีอยู่ในชีวิตประจำวัน และอาหารที่เรากินกันอยู่ทุกๆวันนั่นเอง ไม่ต้องไปดิ้นรนหาอาหารแปลกๆแพงๆ มากิน ก็ได้สารอาหารครบถ้วนกระบวนความแล้วครับ

 แต่มนุษย์นั้น กินเพราะ "อยาก" ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ที่กินเพราะ "อยู่รอด"

 

ดังนั้น หาก "อยาก" กินอาหารแปลกๆ แพงๆ บ้าง ก็กินไปเถอะครับ แต่ความแพง ไม่ได้หมายถึงความมีคุณค่านะครับ


และผมว่านะ...หากกินอาหารให้ครบหมวดหมู่ ก็ไม่จำเป็นต้องหาซื้อวิตามินมากินก็ได้

แต่หากจะหาซื้อมากิน ก็คงไม่เป็นไร

เพียงแต่วันไหนมีโอกาส รบกวนลองถามคุณหมอดูด้วยนะครับ ว่าเราให้ลูกกินวิตามินอะไรบ้าง...

 

...เพราะวิตามินนี่ก็แปลกนะครับ มีน้อยก็ไปไม่ดี มีมากไปก็ไม่ดี 

 

เพราะบางอย่างบางชนิด หากได้รับมากเกินไป จะสะสมอยู่ในร่างกาย และมีโทษได้ในที่สุด   

 

ที่ควรรู้อีกอย่างคือ วิตามินมีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือพวกที่ละลายในน้ำ กับพวกที่ละลายในน้ำมัน

ลองถามลูกๆ ดูนะครับ ว่ารู้ไหมว่าอะไรละลายในอะไร ถ้าออกอาการว่า “อะ...อะไรนะแม่” หรือ “มีงี้ด้วยหรือแม่”

อย่างนี้ ต้องรีบหาหนังสือเรื่องวิตามิน มาอ่านเพิ่มเติมโดยด่วน....


 

 

ความรู้ข้อที่สาม : สามเกลอจอมพลัง

 

สารอาหารพวกวิตามินที่ร่างกายได้รับนั้น ถึงแม้จะเป็นพวกที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ก็เป็นพวกที่ไม่ให้พลังงานครับ

ร่างกายจะต้องได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานงานด้วย ไม่งั้นจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หรือพูดง่ายๆ คือหากเราขาดสามเกลอจอมพลังนี้แล้วล่ะก็ ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตเลยครับพี่น้อง

 

เด็กๆ ได้รู้จักสามเกลอจอมพลังอยู่แล้วใช่ไหมครับ เดี๋ยวเรามาสรุปทบทวนความจำกันแบบย่อๆ อีกทีนะครับ...

 

เริ่มต้นกันที่คาร์โบไฮเดรตครับ  เจ้าคาร์โบไฮเดรตนี้ จะให้พลังงานต่อวันมากที่สุดเลยครับ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่าพี่น้องกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน จึงมักจะต้องกินข้าวทีละเยอะๆ ก็เพื่อให้มีพลังงานในการทำงานนั่นเองครับ

 

คนที่สองที่จะพูดถึงก็คือไขมันครับ ไขมันจะสลายให้พลังงานต่อวันรองมาจากคาร์โบไฮเดรต มีหน้าที่หลักๆ คือ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายครับ

 

ส่วนเกลอคนสุดท้องก็คือโปรตีนครับ โปรตีนนี่ จะให้พลังงานต่อวันน้อยที่สุด แต่มีหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือสร้างเนื้อเยื่อเพื่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายครับ

ดังนั้น ถ้าเด็กๆได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ไม่เติบโต ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ถ้าขาดมากๆ อาจถึงขั้นสติปัญญาเสื่อมเชียวนะครับ

 

มาถึงบรรทัดนี้ อาจสรุปเบื้องต้นเพื่อเป็นข้อสังเกตว่า สามเกลอจอมพลังนี้ ไม่ได้มีหน้าที่แบบเดียวกับพวกวิตามินเลยนะครับ ดังนั้น ปัญหาตาพร่า ตามัว ตาฝ้า ตาฟาง เหน็บชา ปากนกกระจอก เลือดออกตามไรฟัน หรืออื่นๆ อีกมากมายนั้น สามเกลอจอมพลังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยครับ


หมายหด : หากถามว่า สามเกลอจอมพลังนี้ ใครให้พลังงานต่อกรัมมากที่สุด ก็ต้องตอบว่าไขมันครับ เพราะไขมันให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลลอลี่ต่อกรัมเชียวครับ


 

 

ความรู้ข้อที่สี่ : เกลือแร่ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มผสมเกลือแร่


เด็กๆ คงได้ดูโฆษณาเครื่องดื่มเกลือแร่ในทีวี จนจำได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ถ้าเราออกกำลังจนเสียเหงื่อมากมาก จะต้องหาเครื่องดื่มผสมเกลือแร่มาดื่มกันซักขวด

เด็กๆ ว่าโฆษณาพวกนี้ เชื่อได้ไหมครับ

 

และเด็กๆ คงเคยท้องเสียใช่ไหมครับ แล้วคุณพ่อคุณแม่เคยหาผงเกลือแร่แบบซองมาชงกับน้ำให้เราดื่มบ้างไหมครับ

สงสัยบ้างไหมครับว่า ทำไมคุณพ่อคุณแม่ต้องชงผงเกลือแร่ที่เป็นซองๆ ให้เสียเวลา ทำไมไม่เอาเครื่องดื่มผสมเกลือแร่แบบขวดๆ ตามโฆษณา มาให้เราดื่มซะเลย

หรือมีคุณพ่อคุณแม่บ้างคน เอาเครื่องดื่มผสมเกลือแร่มาให้ลูกดื่มเมื่อลูกท้องเสียครับ

 

เครื่องดื่มผสมเกลือแร่ กับ เกลือแร่แบบซองที่ไว้กินหลังท้องเสียนั้น เหมือนกัน หรือใช้แทนกันได้ไหมครับ?

เก็บความสงสัยกันไว้ก่อนนะครับ


มาคุยกันเรื่องเกลือแร่ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มผสมเกลือแร่ให้จบกันก่อนดีกว่านะครับ...

 


เกลือแร่ (Mineral) เป็นสารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยมากๆ ครับ แต่ถึงจะน้อยอย่างไรก็ต้องมีนะครับ

หรือออาจพูดง่ายๆ ว่า ร่างกายจะขาดเกลือแร่ไม่ได้ครับ

 

ดังนั้น เรามาทำความรู้จักเกลือแร่ที่สำคัญๆ กัซักหน่อยดีกว่า....

 

มาเริ่มกันที่เกลือแร่ที่เด็กๆน่าจะรู้จักกันดีที่สุดก่อน ซึ่งก็คือฟลูออไรด์ไงครับ เจ้าฟลูออไรด์นี่มีหน้าที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ถ้าขาดไป ก็จะทำให้ฟันผุง่ายครับ

 

เกลือแร่ตัวถัดมาที่เด็กๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อกันแล้ว ก็คือไอโอดีนใช่ไหมครับ ถ้าเราขาดไอโอดีนจะทำให้ตัวไม่โต (แคระแกรน) ปัญญาอ่อน และเป็นโรคคอพอกครับ น่ากลัวไม่เบาเลยใช่ไหมครับสำหรับผลที่เกิดจากการขาดไอโอดีนตัวนี้

 

ก็เพราะผลเสียมันน่ากลัวขนาดนี้นั่นแหละครับ  รัฐบาลจึงพยายามรณรงค์อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันปัญหาการขาดไอโอดีนครับ

 

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ไอโอดีนไม่ได้หายากอะไรเลย เพราะไอโอดีนจะมีอยู่ทั้งในเกลือสมุทร และอยู่ในอาหารทะเลครับ


มาถึงตรงนี้ ต้องเล่าความเป็นจริงข้อหนึ่งเกี่ยวกับเกลือสมุทรให้ทราบกันซักเล็กน้อยก่อนว่า ที่มักจะพูดกันว่าเกลือสมุทรมีไอโอดีนนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ถูกต้อง แต่เชื่อไหมครับว่าเกลือสมุทรมีไอโอดีนอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรอกครับ ดังนั้นเราต้องทานอาหารทะเลด้วย จึงจะได้รับไอโอดีนเพียงพอ

 

และในความเป็นจริงที่แสนโหดร้ายในอดีตนั้น พบว่าในพื้นที่ห่างไกลทะเลเช่นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ชนบท มักมีปัญหาการขาดไอโอดีนค่อนข้างสูงเลยครับ

 

ก็คนยากจน จะหาอาหารทะเลที่ไหนมากินกันเล่าครับ

 

รัฐฯจึงได้เล็งเห็นว่า เกลือซึ่งเป็นเครื่องปรุงรสพื้นฐานในห้องครัว ที่ไม่ว่าจะคนยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องปรุงอาหารด้วยเกลือกันทั้งนั้น

ดังนั้น รัฐฯจึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายและบังคับให้โรงงานผลิตเกลือทั้งหมดใส่ไอโอดีนเสริมเข้าไปในเกลือ เพื่อที่พี่น้องคนไทยจะได้ห่างจากโรคที่เกิดจากการขาดไอโอดีนซะที

 

แต่เชื่อไหมครับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เกลือที่ขายกันอยู่ในประเทศสารขันธ์แห่งนี้ ยังคงมีถึง 50% ที่มีปริมาณไอโอดีนไม่ได้มาตรฐาน !

ทำให้การขจัดโรคที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีน ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังครับพี่น้อง...

 

อ้าว...ไปเรื่องอื่นซะแล้ว กลับมาเรื่องเกลือแร่กันต่อดีกว่านะครับ


 

ตัวถัดไปที่จะเล่าให้ฟัง ก็ต้องเป็นโซเดียมซิครับ โซเดียมที่หาได้ง่ายที่สุดก็ได้จากเกลือไงครับ ซึ่งเราคงทราบกันดีอยู่แล้ววว่า ทุกวันนี้เราได้รับเกลือต่อวันในปริมาณที่มากที่เกินพอเชียวครับ ไม่ว่าจะเป็นจากอาหารในแต่ละมื้อ จากน้ำปลาและเครื่องปรุงรสต่างๆ  จากขนมขบเคี้ยวพวกมันฝรั่งอบกรอบ จากพวกข้าวเกรียบทอด ข้าวเกรียบกุ้ง หรือจากขนมต่างๆ ที่มีรสเค็มๆ   โซเดียมจึงเป็นเกลือแร่ที่แปลกมากเลยครับ เพราะแทนที่ที่กำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายครวได้รับ กลับกำหนดปริมาณขั้นสูงที่ร่างกายครวได้รับครับ

 

ซึ่งในประเทศไทยนั้น กำหนดว่าควรได้รับไม่เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัมครับ

 

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะการได้รับโซเดียมมากเกินไป จะก่อให้เกิดโทษคครับ เช่น ทำให้ความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดอาการตัวบวมน้ำ ทำให้กระหายน้ำ ทำให้ปัสสาวะบ่อย และอาจทำให้ไตวายได้เลยครับ

 

แต่ถ้าโซเดียมมีปริมาณต่ำเกินไป ก็มีผลเสียนะครับ เช่นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอย่างหนักจนเสียเหงื่อในปริมาณสูง ก็จะเสียโซเดียมไปจำนวนมาก ซึ่งการสูญเสียโซเดียมมากเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเป็นตะคริวได้

 

ดังนั้น ผู้ที่เสียเหงื่อมากๆ จึงจำเป็นต้องได้รับโซเดียมเข้าไปชดเชย โดยการดื่มเครื่องดื่มผสมเกลือแร่นั่นแหละครับ

แต่หมายถึงการเสียเหงื่อปริมาณมากๆ นะครับ

 

ถ้าเพียงแค่วิ่งเล่นที่โรงเรียน หรือออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆ แค่ 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมง หรือเพียงแค่มีเหงื่อซึมๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหารเครื่องดื่มผสมเกลือแร่มาดื่มหรอกครับ

เปลืองตังค์เปล่าๆ


 

ทีนี้ก็มาถึงตัวที่เด็กๆ อาจได้ยินคุณพ่อคุณแม่พูดถึงบ่อยๆ ซึ่งก็คือ แคลเซียม ไงครับ  

“ดื่มนมเยอะๆ นะลูก ไม่งั้นตัวจะม่สูงนะ” คุณแม่บางท่านอาจบอกลูกแบบนี้

“นมมีแคลเซียมเสริมกระดูกและฟันนะลูก ดื่มเยอะๆ นะลูก” คุณแม่บางท่านอาจอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ซึ่งถูกต้องเลยครับ เพราะแคลเซียมที่มีอยู่ในนม (และอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง) จะทำหน้าที่สร้างกระดูกและฟัน ซึ่งหากขาดแคลเซียมมากๆ ก็จะทำเด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่

เมื่อรู้ถึงผลดี และผลเสียแบบนี้แล้ว วันนี้ดื่มนมหรือยังครับ ?

 

 

แล้วก็มาถึงเกลือแร่ที่เด็กๆ อาจรู้จักชื่อกันเป็นอย่างดี (แต่จริงๆ แล้วไม่รู้จัก)  ซึ่งก็คือ “เหล็ก” ไงครับ

 

เหล็กที่ว่านี้คือ เหล็กที่อยู่ในอาหารนะครับ ไม่ใช่ขาโต๊ะขาเก้าอี้ที่เป็นเหล็กนะครับ

 

เหล็กจะมีอยู่ในอาหารพวกเครื่องในสัตว์ ตำลึง คะน้า ไข่ และอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าเราขาดเหล็กมากมาก ก็จะเป็นโรคโลหิตจางครับ

 


เอาล่ะครับ ในชั้นนี้ เรารู้เพียงแค่นี้ก่อน ไม่งั้นต้องเฉลยกันไม่จบแน่ๆ เลย

ทีนี้ก็กลับมาดูโจทย์กันอีกทีนะครับ

 

เด็กชาย ก เป็นโรคโลหิตจาง และเด็กชาย ข มีอาการมองไม่เห็นในตอนกลางคืน (โรคตาฟาง) เด็กทั้งสองควรบริโภคอาหารชนิดใด


จากความรู้ที่เรามี เราก็บอกได้ทันทีเลยใช่ไหมครับว่า เด็กชาย ก. ที่เป็นโรคโลหิตจางนั้น ต้องเป็นเพราะขาดเหล็กอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงควรเลือกหม่ำอาหารที่มีเหล็กเยอะๆ ซึ่งจากตารางก็จะเห็นได้ว่า อาหารชนิดที่ 4 มีเหล็กเยอะกว่าใครเพิ่อนครับ


ส่วนเด็กชาย ข. เป็นโรคตาฟาง เป็นเพราะขาดวิตามิน A  ซึ่งอาหารชนิดที่ 2 จะมีวิตามิน A มากที่สุด


ดังนั้น ก ควรหม่ำอาหารชนิดที่ 4 ส่วน ข ควรหม่ำอาหารชนิดที่ 2 ครับ

ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ก็คือข้อ 4. ชนิดที่ 4 ชนิดที่ 2 นั่นเองงงงงงง


 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช