.

.

เฉลยข้อสอบ สสวท. ปี 2558 ข้อที่ 3.


ข้อที่ 3.


การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตในข้อใดเกิดจากสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน


     1.  การพันหลักของตำลึง  และ  การลุกชันของขนที่แขน

     2.  การหุบใบของต้นไมยราบ  และ  การม้วนตัวของกิ้งกือ

     3.  การหันดอกของต้นทานตะวัน  และ  การขยายหรือหรี่ม่านตา

     4.  การหุบใบของต้นจามจุรี  และ  การบินกลับรังของนกในเวลาเย็น


น้องๆหนูๆ ครับ...

สิ่งเร้าคืออะไรครับ แล้วสิ่งเร้ามีกี่ประเภทครับ


คำว่า"สิ่งเร้า" นั้น อาจแปลไทยเป็นไทยได้ว่าคือ "ตัวกระตุ้น" นั่นแหละครับ

ซึ่งคำว่า ตัวกระตุ้นนี้ คงไม่ต้องแปลอีกนะครับว่าคือกระไร


เมื่อมีสิ่งเร้า ก็จะต้องมีการตอบสนองนะครับ

ดังนั้น หากไม่มีการตอบสนองใดๆเลย จะไปเรียกสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งเร้าก็คงไม่ถูกต้องนัก


ยกตัวอย่างเช่น เราหิวข้าว

แล้วเราก็ไปหาข้าวมากิน

อย่างนี้ ก็ถือได้ว่าความหิวเป็นตัวกระตุ้น หรือเป็นสิ่งเร้าของเรานั่นเอง


หมายเหตุ : ภาษาไทยเรานี่ก็แปลกนะครับ เพราะคำว่า หิวข้าวนี่ ไม่ได้หมายความว่าหิว"ข้าว"ตรงๆนะครับ

แต่หมายถึงหิวอาหาร ซึ่งอาจรวมไปถึงก๋วยเตี๋ยว ผัดซีอิ้ว ผัดไท หรืออะไรต่อมิอะไรก็ได้


ดังนั้นสิ่งเร้านี่ อาจเกิดขึ้นเองจากภายในก็ได้ เช่นความหิว ฮอร์โมน หรือ เอนไซม์ ก็เป็นสิ่งเร้าภายในร่างกายของเราครับ

ส่วนสิ่งเร้าที่มาจากภายนอก เราก็คงรู้จักกันดีแล้วใช่ไหมครับว่ามีหลากหลายมากๆ ยกตัวอย่างเช่น การสัมผัส อุณหภูมิ และ แสง เป็นต้น


ทีนี้ เราก็มาดูตัวเลือกของคำตอบแต่ละข้อกันดีกว่านะครับ ว่าอะไรบ้างเป็นสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน หรือคนละประเภทกัน...



คำตอบข้อที่ 1.  การพันหลักของตำลึง  และ  การลุกชันของขนที่แขน


มือเกาะของต้นตำลึงนั้นแท้จริงแล้วก็คือใบนะครับ

มือเกาะนี่จะยืดยาวออกไปจากลำต้น แล้วหากไป"สัมผัส"กับอะไรก็จะควงเป็นเกลียวเพือยึดเกาะสิ่งนั้น เพื่อที่จะได้พยุงให้ลำต้นเลื้อยไปเรื่อยๆได้ตามต้องการ


ส่วนการลุกชันของขนที่แขนนี่ เกิดจาก"อุณหภูมิ" ครับ

เพราะเมื่ออากาศภายนอกมีความเย็นมากๆ ร่างกายของเราก็จะต้องพยายามรักษาความอบอุ่นเอาไว้ ซึ่งในกรณีนี้ร่างกายก็จะสั่งให้รูขนหดตัวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ (ซึ่งก็เพื่อลดการเสียความอบอุ่น)

การที่รูขุมขนหดตัวนี่แหละครับ มีผลทำให้ขนที่อยู่ที่บริเวณรูขนนั้นตั้งขึ้น จนเกิดอาการที่เรียกว่าขนลุกนั่นไงครับ


ดังนั้น สำหรับคำตอบข้อนี้ ถือว่า การพันหลักของตำลึง และ การลุกชันของขนที่แขน เกิดจากสิ่งเร้าคนละประเภทใช่ไหมครับ...



คำคอบข้อที่ 2. การหุบใบของต้นไมยราบ  และ  การม้วนตัวของกิ้งกือ


หากเด็กๆ เลยแกล้งต้นไมยราบเล่น คือจะรู้กันอยู่แล้วใช่ไหมครับว่า หากเราเอานิ้วไปเขี่ยๆที่ใบของต้นไมยราบ ใบของต้นไมยราบก็จะหุบลงทันที นั่นแสดงว่าใบไมยราบตอบสนองต่อสิ่งเร้าประเภท"การสัมผัส" นะครับ นะ


ทีนี้สำหรับการม้วนตัวของกิ้งกือนั้น เด็กๆที่อยู่ในเมืองอาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรงเหมือนเด็กที่อยู่ตามชานเมืองหรืออยู่ตามชนบท เพราะตามชานเมืองหรือตามชนบทนั้น การพบเจอกิ้งกือเป็นอะไรที่เจอบ่อยๆพอๆ กับเจอร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เชียวครับ

ตัวกิ้งกือที่มีลำตัวคล้ายๆกับขบวนรถไฟนั้น หากเราหาอะไรซักอย่างไปเขี่ยๆด้วยแรงที่พอประมาณ

กิ้งกือจะประเมินว่า"สัมผัส"นั้น อาจเป็นศัตรูที่กำลังมารังแก จึงม้วนตัวเป็นวงกลมเพื่อป้องกันอันตราย


ดังนั้น สำหรับคำตอบข้อนี้ การหุบใบของต้นไมยราบ และ การม้วนตัวของกิ้งกือ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการตอบสนองต่อ การ "สัมผัส" ทั้งคู่เลยนะครับ

 


คำตอบข้อที่ 3.  การหันดอกของต้นทานตะวัน  และ  การขยายหรือหรี่ม่านตา


เมื่อนานแสนนานมาแล้ว เคยมีเพื่อนรุ่นน้องอยู่คนนึง

เธอชื่อ "ทานตะวัน" ครับ

ทานตะวัน ที่ใครต่อใครไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์หรือรุ่นพี่รุ่นเพื่อน มักจะล้อเลียนอยู่เสมอ

ว่าระวังนะ ทานทุกวันเดี๋ยวตะวันก็หมดหรอก


ซึ่งเธอก็จะทำท่างอนๆ เป็นที่น่ารักและน่าล้อเล่นทุกที


ส่วนคำว่า "ทาน" ของดอกทานตะวันนี่ ไม่ได้หมายถึงว่ากินตะวันนะครับ

รวมทั้งไม่ได้หมายถึงการเสียสละ หรือการให้ทานแบบวิชาธรรมะนะครับ


แต่หมายถึง การหันหน้าเข้าสู้กับแสงของดวงอาทิตย์ แบบดวงอาทิตย์ลอยไปทางไหนดอกทานตะวันก็จะหันตามไปทางนั้น

นั่นหมายถึงว่า "แสง" เป็นสิ่งเร้าของต้นทานตะวันนั่นเอง


สำหรับการขยายหรือหรี่ของม่านตานั้น เป็นการตอบสนองต่อ "แสง" เช่นเดียวกัน

โดยหากมีแสงสว่างมากๆ ม่านตาของเราของก็หดเล็กลง เพื่อกั้นไม่ให้แสงเข้าไปในจอตามากเกินไป

ซึ่งการหดหรือขยายของม่านตา เป็นการตอบสนองต่อแสงแบบอัตโนมัติโดยเราไม่สามารถควบคุมได้


ดังนั้น ในหนังนักสืบของฝรั่ง ตำรวจมักจะใช้ไฟฉายส่องลูกตาของเหยื่อที่ถูกทำร้าย

ถ้าม่านตาไม่ตอบสนองคือไม่หดตัวเมื่อโดยแสง

ก็เป็นอันสรุปได้ว่าเหยื่อคนนั้น ได้ลาโลกไปแล้วอย่างแน่นอน


เราจึงสรุปได้ว่า การหันดอกของต้นทานตะวัน  และ  การขยายหรือหรี่ม่านตา จึงเป็นการตอบสนองต่อ "แสง" ทั้งคู่เลย ใช่ไหมครับ


 

คำตอบข้อที่ 4. การหุบใบของต้นจามจุรี  และ  การบินกลับรังของนกในเวลาเย็น


เมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่นั้น

หน้าบ้านของผมจะมีต้นฉำฉาขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง

ขนาดใหญ่มากๆ เลยครับ ใหญ่ถึงขนาดที่ใต้ต้นฉำฉาจะเป็นร่มเงาให้เด็กๆแถวๆนั้นรวมทั้งตัวผม มานั่งเล่นนอนเล่นเป็นกลุ่มๆ อยู่เป็นประจำ

ซึ่งต้นฉำฉา คงมีความสุขไม่เบาที่มีเพื่อนตัวน้อยๆ แวะมานั่งเล่นอยู่ข้างๆ ทุกวัน


แต่พอตกตอนเย็น แม่ๆก็เริ่มมาตามให้เด็กๆกลับบ้านไปกินข้าวเย็นทีละคนสองคน

เด็กๆ ก็ค่อยๆ ไปจนหมด


คงเหลือแต่ผม

กับต้นฉำฉาต้นนั้น

ที่ยืนนิ่งอย่างเศร้าๆตามลำพัง


ใบที่หุบลงของต้นฉำฉาในยามเย็น

เป็นบรรยากาศที่เศร้าและเหงา


นกตัวน้อย ที่เคยกระโดดไปมาตามกิ่งฉำฉา

ก็พลอยบินกลับบ้านพร้อมๆ กับเด็กๆ เช่นเดียวกัน


เสียงนกที่หายไป

ยิ่งทำให้ความรู้สึกเศร้าและเหงาเพิ่มมากขึ้นไปอีก


จวบจนได้เริ่มเรียนวิชาวิทยาศาสตร์

และได้รู้ว่า ใบของต้นฉำฉาจะหุบและบาน ก็ด้วยสิ่งเร้าที่ชื่อว่า "แสงอาทิตย์"

ในทำนองเดียวกันกับนก ที่ออกหากินและบินกลับรัง ก็ด้วยสิ่งเร้าที่ชื่อว่า "แสงอาทิตย์" เช่นเดียวกัน


ความรู้สึกเศร้าและเหงาตามต้นฉำฉาจึงค่อยๆลดลงบ้าง...


แต่เดี๋ยวจะพาไปเรื่องอื่นไกลเกินไป

เลยขอสรุปก่อนนะครับว่า การหุบใบของต้นจามจุรี และ การบินกลับรังของนกในเวลาเย็นนั้น ก็เป็นเพราะสิ่งเร้าที่ชื่อว่า "แสง" เช่นเดียวกันครับ


หมายเหตุ 1 : ต้นฉำฉา กับต้นก้ามปู และต้นจามจุรี ก็คือต้นไม้ต้นเดียวกันนะครับ

หมายเหตุ 2 : รู้ไหมครับว่า ต้นจามจุรีที่เป็นต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี่ ไม่ใช่ต้นไม้ประจำถิ่นของประเทศไทยนะครับ แต่เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเวียดนามครับ


ดังนั้น สำหรับโจทย์ข้อนี้จึงต้องเลือกตอบคำตอบข้อที่ 1. ว่าการตอบสนองโดยการพันหลักของตำลึง และ การลุกชันของขนที่แขน เกิดจากสิ่งเร้าที่แตกต่างกันนะครับ...