.

.

เฉลยข้อสอบ สสวท. ปี 2558 ข้อที่ 8.


ข้อที่ 8.


สิ่งมีชีวิต 2 ชนิดอยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน และดำรงชีวิตแยกจากกันอย่างถาวร ดังกราฟต่อไปนี้

กราฟนี้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในข้อใด

     1.  ควายกับนกเอี้ยง

     2.  ปลาฉลามกับเหาฉลาม

     3.  กวางกับเสือ

     4.  พยาธิไส้เดือนกับคน


ยากไหมครับสำหรับข้อนี้

ลองช่วยกันคิดก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวมาดูเฉลยด้วยกัน...



ความรู้ข้อที่หนึ่ง : ว่าแต่ว่า ระบบนิเวศคือ'ไรอ่ะ


"ระบบนิเวศ หรือ ecosystem หมายถึง  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่อาศัยที่ใดที่หนึ่ง โดยความสัมพันธ์นั้นๆ จะมี  2 ลักษณะ  คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง ความสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศนั้น ตามปกติจะมีความสมดุลอยู่แล้วตามธรรมชาติ   เว้นแต่ว่าจะมีสิ่งใดมารบกวนระบบ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้น  ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งระบบนิเวศก็จะปรับสมดุลกลับมาเหมือนเดิมได้อีกครั้ง ยกเว้นแต่ในกรณีที่สิ่งที่มารบกวนนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ระบบนิเวศนั้นก็อาจจะถูกทำลายลงได้"

ยัยป่าจุ(ผู้รู้มาก) อธิบายให้ผมฟัง ซึ่งทำให้ผมพอจะสรุปได้ว่า ระบบนิเวศคือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต กับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง หรืออาจจะสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ โดยมักจะมีการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลอยู่ตลอดเวลา


"ในกรณีที่เป็นสิ่งมีชีวิต อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย โดยมีรายละเอียดแบบย่อๆดังต่อไปนี้นะจ๊ะ"

ยัยป้าจุกำลังแสดงตัวเป็นผู้รู้มากอีกแล้วครับพี่น้อง


"ผู้ผลิต (producer) ก็คือ สิ่งมีชีวิตที่สามารถนำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์อาหารขึ้นได้เองโดยใช้แร่ธาตุและสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นพืชต่างๆ"


"ผู้บริโภค (consumer) คือ สิ่งมีชีวิตที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นๆเป็นอาหาร  ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น


     - สิ่งมีชีวิตที่กินพืชเป็นอาหาร (herbivore) เช่น กระต่าย วัว 
     - สิ่งมีชีวิตที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร  (carnivore) ก็เช่น เสือ สิงโต สุนัขจิ้งจอก
     - สิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร (omnivore) ซึ่งถือว่าเป็นลำดับการกินสูงสุด  เช่น คนอย่างพวกเรานี่ไงจ๊ะ"


"ส่วนผู้ย่อยสลาย (decomposer) ก็คือพวกที่ย่อยสลายซากของสิ่งมีชีวิตนะจ๊ะ"


"ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทั้ง 3 กลุ่มในระบบนิเวศ  จะมีการถ่ายเทพลังงานเป็นทอดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคเป็นทอดๆ ซึ่งเรียกกันว่า ห่วงโซ่อาหาร (food chain)"

ผมว่ายัยป้าจุผู้รู้มาก จะอธิบายเกินกว่าที่ผมต้องการไปหน่อย แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้ว่าห่วงโซ่อาหารก็คือการกินกันระหว่างสิ่งมีชีวิต โดยจะมีการถ่ายเทพลังงานกันเป็นทอดๆ นั่นเอง


 

ความรู้ข้อที่สอง : คำโบราณมักจะบอกว่า น้ำพึงเรือ เสือพึงป่า


"สิ่งมีชีวิตจะต้องมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งจะมีคำศัพท์เฉพาะที่เราจะต้องรู้"

ยัยป้าจุเกริ่นนำ


"อ้อ...อย่างเช่น เธอกับหนุ่มคนน้อยนี้ก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กันฉันท์เพื่อน หรือฉันท์อย่างอื่น อะไรอย่างนี้ใช่ไหมจ๊ะ คนสวยของพี่"

พี่จุ๊บจิ๊บ แซวเสียงดังข้ามโต๊ะมาจากข้างหลัง ทำเอายัยป๊าจุหน้าแดง(อีกแล้ว)


"บ้า...พี่จุ๊บจิ๊บนี่ก็ ความสัมพันธ์ในทางชีวะนี่ จะต้องหมายถึงสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกันค่ะ เช่นเสือกับกวางอย่างงี้นะคะ ถ้าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน หรือผึ้งงานกับนางพญาผึ้งอย่างนี้ จะไม่อยู่ในนิยามของเรื่องที่กำลังพูดถึงกันนะคะ"

ยัยป้าจุ บอกพี่จุ๊บจิ๊บพร้อมกับพยายามควบคุมอาการหน้าแดง


"ว้า...นึกว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์หนุ่มสาวกะจุ๋งกะจิ๋งอะไรอย่างนี้ซะอีก อย่างงี้ไม่สนุกแน่ พี่ทำงานของพี่ต่อดีกว่า เชิญจีบ เอ้ย เชิญคุยกันตามสบายนะจ๊ะ"

พี่จุ๊บจิ๊บเลิกสนใจ แต่ไม่วายหยอดคำแซวส่งท้าย

ซึ่งพี่ๆ คาดว่ายัยจุผู้รู้มากจะหน้าแดงอีกครั้งไหมครับ?



ความรู้ข้อที่สาม : เธอกับฉันแยกจากกันไม่ได้


"ความสัมพันธ์แบบแรกคือ ภาวะพึ่งพา (mutualism) เป็นภาวะที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดต่างก็ได้ประโยชน์จากกันและกัน หากแยกกันจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของทั้งคู่ หรืออาจจะพูดว่าเป็นภาวะที่แยกจากกันไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น

     – ปลวกกับโพรโตซัวในลำไส้ของปลวก
     – สัตว์เคี้ยวเอื้องเช่นวัว ควาย กับแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร
     – สาหร่ายกับราที่อยู่ร่วมกันเป็นไลเคนส์
     – แบคทีเรียไรโซเบียมกับพืชตระกูลถั่ว

 ภาวะพึ่งพาที่ต่างคนต่างได้ประโยชน์ อาจเขียนให้เข้าใจง่ายๆ โดยเขียนว่า +,+ ก็ได้นะจ๊ะ"

ยัยป้าจุ อธิบายพร้อมกับเขียนเครื่องหมาย +,+ เพื่อให้เข้าใจ "ภาวะพึงพา" ง่ายยิ่งขึ้น



ความรู้ข้อที่สี่ : อยู่ด้วยกันก็ดี จากกันก็ไม่เป็นไร


"ความสัมพันธ์แบบอยู่ด้วยกันก็ดี จากกันก็ไม่เป็นไร เรียกว่าภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน (protocooperation) (+/+) จะเป็นภาวะที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดต่างก็ให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ถ้าต้องแยกจากกัน ทั้งสองชนิดก็ยังคงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยกตัวอย่างเช่น

     – ดอกไม้กับแมลง
     – ควายกับนกเอี้ยง
     – มดดำกับเพลี้ย
     – ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล"



ความรู้ข้อที่ห้า : ภาวะเกื้อกูล


"ความสัมพันธ์แบบถัดไปคือภาวะเกื้อกูล หรือภาวะอิงอาศัย (commensalism) (+/0) เป็นภาวะที่มีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งถึงจะไม่ได้แต่ก็ไม่เสียอะไร ยกตัวอย่างเช่น

     – ปลาฉลามกับเหาฉลาม
     – ไลเคนส์ที่เกาะบนเปลือกต้นไม้
     – กล้วยไม้หรือพลูด่างที่เกาะบนต้นไม้
     – นกทำรังบนต้นไม้
     – แร้งกับเสือ"



ความรู้ข้อที่หก : ภาวะปรสิต 


"ภาวะปรสิต (parasitism) (+/-) เป็นภาวะที่ฝ่ายได้ประโยชน์ที่เรียกว่า ปรสิต หรือตัวเบียน อาศัยอยู่ภายนอกหรือภายในฝ่ายที่เสียประโยชน์ที่เรียกว่า ผู้ถูกอาศัย (host) ยกตัวอย่างเช่น

     - ต้นกาฝากกับต้นไม้

     - หนอนกับผัก

     - พยาธิไส้เดือนกับคน

     - เห็บกับสุนัข

ภาวะปรสิตนี้ อาจสังเกตุจุดสำคัญได้ 2 จุดคือ

     - ตามปกติแล้วตัวปรสิตมักจะมีขนาดเล็กกว่าผู้ถูกอาศัย

     - ตามปกติผู้ถูกอาศัยมักไม่ตาย หรือหากจะตายก็ไม่ตายในทันทีจ้ะ"



ความรู้ข้อที่เจ็ด : ชีพหนึ่งพลี อีกชีพยัง


"อีกความสัมพันธ์หนึ่งที่คล้ายๆกับภาวะปรสิตก็คือ ภาวะล่าเหยื่อ (predation) (+/-) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์โดยมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ล่า  (predator)  และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ (prey) หรือเป็นอาหารของอีกฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น

     - งูกับกบ

     - กวางกับเสือ

โดยภาวะล่าเหยื่อ จะมีจุดสังเกตุสำคัญ 3 จุด คือ

     - ในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้ล่า ผู้ล่า 1 ตัว มักล่าเหยื่อได้มากกว่า 1 ตัว

     - ตามปกติผู้ล่ามักมีขนาดใหญ่กว่าเหยื่อ

     - เหยื่อที่ถูกล่ามักจะตายหรือเสียชีวิตทันที

แต่จุดสังเกตุตามที่ว่านี้เป็นสำหรับกรณีทั่วๆไปเท่านั้นนะจ๊ะ เพราะในบางกรณีก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ค้างคาวดูดเลือดที่คอยแอบดูดเลือดวัว จะมีขนาดเล็กกว่า รวมทั้งไม่ได้ทำให้เหยื่อตายในทันทีแต่อย่างใด เข้าใจไหมจ๊ะ"

ยัยป้าจุถามเพื่อเตือนไม่ให้ผมนั่งฟังจนเพลินเกินไป


"นอกจากที่พูดไปแล้วนี่ ยังมีความสัมพันธ์แบบอื่นๆ อีกนะ แต่ตอนนี้เราเน้นกันแค่ตรงนี้ก่อน"

ยัยป้าจุรวบรัดเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ถึงเวลาที่เธอต้องรีบไปทำให้ที่สร้างอนาคตของชาติอีกแล้ว



งั้น เรามาทำโจทย์กันต่อดีกว่านะครับ

โดยเรากลับมาดูกราฟที่โจทย์กำหนดให้กันอีกซักที...

กราฟข้างบนนี้

 

กำลังบอกเราว่าในช่วงที่สิ่งมีชีวิตอยู่ด้วยกัน เส้นกราฟสีน้ำเงิน กับเส้นกราฟสีแดงจะวิ่งตรงข้ามกัน

คือเมื่อแดงสูง น้ำเงินจะต่ำ

พอน้ำเงินต่ำ แดงก็จะสูง


นั่นกำลังแปลความหมายได้ว่า ต้องมีคนหนึ่งเป็นผู้ล่า(กราฟเส้นสีแดง) แล้วอีกคนหนึ่งเป็นเหยื่อ (กราฟเส้นสีน้ำเงิน)

เพราะพอผู้ล่ามีเยอะ เหยื่อก็จะลดน้อยลง (เพราะถูกไล่จับกินหมด)


พอเหยื่อลดจำนวยลงมากๆ อาหารสำหรับผู้ล่าก็เริ่มมีไม่เพียงพอ

ผู้ล่าก็เริ่มลดลง (เพราะอดตาย - อะไรทำนองนั้นครับ)


แต่พอแยกสิ่งมีชนิดทั้งสองออกจากกันโดยเด็ดขาด

ผู้ล่าก็ลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีอะไรให้กิน

ส่วนเหยื่อก็เพิ่มจำนวนขึ้น เพราะไม่ถูกจับกินนั่นเอง


ดังนั้นเมื่อกลับไปดูช้อยส์แต่ละข้อเราก็จะพบว่า...


ตัวเลือกข้อที่ 1. ควายกับนกเอี้ยง


ควายกับนกเอี้ยง เป็นความสัมพันธ์ประเภทได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่หากต้องแยกจากกันก็ไม่เป็นไร

กราฟของความสัมพันธ์แบบนี้ เส้นกราฟของสัตว์ทั้งสองจะไม่มีความสัมพันธ์กันว่าจะต้องขึ้นหรือลงพร้อมๆ กัน (เพราะอยู่ด้วยกันก็ดี แต่ไม่อยู่ด้วยก็ได้)

และไม่มีความสัมพันธ์แบบเส้นหนึ่งขึ้น เส้นหนึ่งลง (เพราะไม่ได้จับกันกิน)


ดังนั้น กราฟพอจะเขียนได้คล้ายๆ แบบนี้ครับ


ตัวเลือกข้อที่ 2. ปลาฉลามกับเหาฉลาม


ปลาฉลามกับเหาฉลาม เป็นความสัมพันธ์แบบภาวะเกื้อกูล หรือภาวะอิงอาศัย (commensalism) (+/0) เป็นภาวะที่มีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งถึงจะไม่ได้แต่ก็ไม่เสียอะไร

กราฟของความสัมพันธ์แบบนี้ เส้นกราฟของเหาฉลามจะวิ่งไปในแนวทางเดียวกับปลาฉลาม (เพราะเหาฉลามจะอาศัยปลาฉลามในการหากิน)

แต่ถ้าแยกจากกันเมื่อไร เหาฉลามก็จะลดลงเพราะไม่มีที่ทำมาหากิน ส่วนปลาฉลามก็ยังคงมีชีวิตอยู่ตามปกติ


ดังนั้น กราฟอาจจะเขียนได้ดังนี้ครับ

 



ตัวเลือกข้อที่ 3. กวางกับเสือ


กวางกับเสือ เป็นความสัมพันธ์แบบภาวะล่าเหยื่อ (predation) (+/-) โดยมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ล่า  (predator)  และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ (prey) หรือเป็นอาหารของอีกฝ่าย

กราฟของความสัมพันธ์แบบนี้ จะเป็นลํกษณะขึ้นลงตรงกันข้ามกัน

โดยถ้าเสือเพิ่มปริมาณมากขึ้น กวางก็จะถูกไล่จับกินมากขึ้น จำนวนของกวางก็จะลดลง

เมื่อกวางลดลงถึงจุดหนึ่งเสือที่มีจำนวนมากก็ไม่มีอาหารเพียงพอ ปริมาณของเสือก็จะเริ่มลดลง

เมือเสือลดลง กวางก็จะเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง


แต่พอแยกทั้งสองออกจากกัน

เสือซึ่งไม่มีอาหารก็จะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่กวางที่ไม่ถูกล่าเลย ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น


ดังนั้น กราฟของความสัมพันธ์แบบนี้ จึงน่าจะเป็นแบบนี้ครับ

 

 



ตัวเลือกข้อที่ 4. พยาธิไส้เดือนกับคน


พยาธิไส้เดือนกับคน เป็นความสัมพันธ์แบบปรสิต เป็นภาวะที่ฝ่ายได้ประโยชน์ที่เรียกว่า ปรสิต หรือตัวเบียน อาศัยอยู่ภายนอกหรือภายในฝ่ายที่เสียประโยชน์ที่เรียกว่า ผู้ถูกอาศัย (host)

กราฟของความสัมพันธ์แบบนี้ จึงมีลักษณะขึ้นลงในทางเดียวกัน แต่พอจับแยกออกจากกัน จำนวนพยาธิก็จะลดลงครับ


ดังนั้น คำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุดสำหรับคำถามในข้อนี้ก็คือ ตัวเลือกข้อที่ 3 กวางกับเสือ นะครับ.




หมายเหตุ !!!

พ่อแม่พี่น้องครับ เชื่อไหมครับในตำราของฝรั่ง เขาเปรียบเทียบกราฟความสัมพันธ์แบบ Predation กับ Parasitism ไว้ตามรูปนี้นะครับ


 

ซึ่งถ้าว่าตามตำราฝรั่งเค้า โจทย์ข้อนี้ต้องตอบข้อ 4. เป็นคำตอบที่ถูกต้องนะครับ

ส่วนถ้าเชื่อตามตำราไทย ก็ต้องเลือกตอบข้อ 3. เป็นคำตอบที่ถูกต้องครับ


พ่อแม่พี่น้อง คิดว่าอย่างไรดีครับ...