.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ป.6 ปี 2560 ข้อที่ 38.

 


ข้อที่ 38.


พิจารณารูประบบไหลเวียนเลือดและแผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง A B และ C กับค่าความดันแก๊สออกซิเจน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์ ดังต่อไปนี้


 

ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งในรูปกับตำแหน่งในแผนภูมิได้ถูกต้อง

1. 1-A  2-B

2. 2-B  3-C

3. 3-A  4-B

4. 4-B  5-C


ลองช่วยกันคิดดูก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวมาดูเฉลยด้วยกัน

ว่าแต่ว่า รูปตามโจทย์นี้ เคยเห็นมาบ้างไหมครับ


ถ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ ตั้งสติแล้วค่อยๆคิดว่า...

จากรูปที่โจทย์ให้มา มีข้อความว่า "ถุงลม" และข้อความในโจทย์ที่มีคำว่า "ระบบไหลเวียนเลือด"

ฉะนั้น ก็ทำให้เราเดาๆ ได้ว่า แถวๆ ที่ชี้ว่าถุงลมนั้นต้องเป็นส่วนหนึ่งปอดแน่ๆ และเมื่อเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด ท่อๆในรูปต้องเป็นเส้นเลือด และมีการเขียนลูกศรแสดงการไหลเข้าไหลออกจากท่อไปยังอวัยวะหนึ่งตามรูปที่อยู่ด้านล่างของปอด ดังนั้น รูปด้านล่างของปอดต้องเป็นหัวใจอย่างแน่นอน


เพื่อกันลืม ผมก็จะเอาสีมาระบายไว้ก่อนนะครับ โดยสีฟ้าๆ ก็คือกลุ่มของถุงลมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปอด ส่วนสีเขียวๆ ก็คือหัวใจ




ความรู้ข้อที่หนึ่ง : สี่ในสี่ห้องหัวใจ ฉันให้คุณหมด หมดไม่มีเหลืออยู่...


ในตอนที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่ มักจะได้ยินเพลงนี้จากสถานีวิทยุต่างๆเป็นประจำ เรียกกันว่าเป็นเพลงดังในสมัยนั้นเลยล่ะครับ

จากเนื้อเพลงทำให้ผมและเพื่อนๆร่วมสมัย รับรู้กันว่าหัวใจของคนเรานั้นมีอยู่สี่ห้อง แต่ก็รู้อยู่แค่นั้น จวบจนได้มาเรียนในชั้นเรียน จึงรู้ว่าหัวใจสี่ห้องนั้นประกอบด้วยห้องต่างๆ สี่ห้องคือ

     - ห้องบนขวา เป็นห้องที่รับเลือดที่ผ่านมาจากอวัยวะต่างๆ เส้นเลือดที่นำเลือดมาสู่หัวใจห้องนี้เรียกกันว่าเส้นเลือดดำ 

     - ห้องล่างขวา เป็นห้องที่รับเลือดมาจากห้องบนขวา ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดที่ได้มาไปยังปอด

     - ห้องบนซ้าย เป็นห้องที่รับเลือดที่ผ่านมาจากปอด  เส้นเลือดที่นำเลือดมาเรียกกันว่าเส้นเลือดแดง

     - ห้องล่างซ้าย เป็นห้องที่รับเลือดมาจากห้องบนซ้าย แล้วสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

หากจะเปรียบเทียบกับรูปที่โจทย์ให้มา ก็เขียนลูกศรเพิ่มเติมได้ดังรูปข้างล่างนี้นะครับ...


พอมาถึงตรงนี้ อาจมีบางท่านพอดูรูปแล้วอุทานว่า

" อ้าว... หัวใจห้องด้านซ้ายมือ ทำไมไปเขียนว่าห้องขวาซะงั้น"


มาถึงตรงนี้ ต้องบอกพ่อแม่พี่น้องนิดนึง เพื่อป้องกันความงงว่า รูปที่เราเห็นนั้น เป็นรูปกลับซ้ายเป็นขวา กลับขวาเป็นซ้ายนะครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เมื่อเพือนหันหน้ามาหาเรา มือของเพื่อนที่เราเห็นว่าอยู่ด้านซ้ายนั้น จริงๆแล้ว เป็นมือขวาของเพื่อนใช่ไหมครับ 

เห็นไหมครับ ด้านซ้ายที่เราเห็น ที่แท้จริงจึงเป็นด้านขวานะครับ

คราวนี้ไม่งงแล้วนะครับ


ดังนั้น ต่อไปนี้เมื่อเราดูรูปหัวใจ เราก็สามารถชี้ได้อย่างถูกต้องแล้วนะครับว่า หัวใจห้องซ้าย กับหัวใจห้องขวา อยู่ตรงไหนกันบ้าง




ความรู้ข้อที่สอง : มีน้ำตาอยู่ในเม็ดเลือดแดง แสดงว่าอาการหนัก...


พ่อแม่พี่น้องเคยฟังเพลงนี้บ้างไหมครับ?

หญิงสาวในเนื้อหาของเพลงเป็นคนอกหักที่ไม่อาจตัดใจลืมคนรักได้ โศกเศร้าเสียใจร้องไห้แทบตายทั้งเป็น ซึ่งคุณหมอ(ในเนื้อเพลง) ตรวจแล้วพบว่า..."มีน้ำตา อยู่ในเม็ดเลือดแดง แสดงว่าอาการหนัก อยากให้หายต้องแข็งใจตัดรัก ลืมได้ก็หายเอง"

นั่น เพลงเค้าว่าอย่างนั้น ซึ่งเราอาจหยิบยืมคำแนะนำของหมอมาใช้กับชีวิตของเราบ้างก็ได้นะครับ

ไม่ว่าเราจะเสียใจหรือผิดหวังแค่ไหน ทางแก้ไขทางหนึ่งก็คือ "การลืม" นะครับ


แต่ถ้าเป็นในทางพระ การพยายาม"ลืม" นั้น กลับไม่ใช่ทางแก้ปัญหา

เพราะถ้าวันไหนนึกขึ้นมาได้อีก ก็จะโศกเศร้าเสียใจอีก


การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จะต้องแก้ที่ต้นเหตุแห่งปัญหา

เราต้องพิจารณาว่าทำไมเราจึงเสียใจ ทำไมเราจึงโศกเศร้า

แล้วแก้ที่จุดนั้น

ซึ่งพูดเหมือนง่าย แต่จะมีกี่คนที่ทำได้

ใช่ไหมครับพี่น้อง...


อ้าว...พาออกไปเรื่องอื่นอีกแล้ว

พี่ๆ ยังคงอ่านเฉลยข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์อยู่อย่างแน่นอนครับ

ไม่ใช่รายการไขปัญหาชีวิตแต่อย่างใด (ฮา)


เรามาเริ่มเฉลยกันต่อดีกว่านะครับ...

มีสารอะไรต่อมิอะไรจำนวนมากเลยครับที่วิ่งที่อยู่ในเส้นเลือด (แต่ที่ไม่มีแน่ๆ คือน้ำตาอย่างในเพลงนะครับ)

สารที่อยู่ในเส้นเลือดที่คุณครูสอนเราตั้งแต่เป็นเด็กๆ ก็คือ แก๊สออกซิเจน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ ใช่ไหมครับ

เราได้เรียนรู้ว่า เราจะหายใจเอาแก๊สออกซิเจนเข้าไป

แล้วก็หายใจเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ออกมา

ถ้าเราไม่หายใจเราก็จะตาย 

ถ้าในอากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้น ไม่มีแก๊สออกซิเจน

เราก็จะตายเช่นเดียวกัน


นั่นคือสิ่งที่ผมและเพื่อนๆรับรู้กันมาจากห้องเรียนในสมัยก่อนนู้นนนน


ผมไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆร่วมชั้นเรียนสงสัยกันมากน้อยแค่ไหน

แต่ผมสงสัยอยู่ตลอดว่า แก๊สออกซิเจนเข้าไปช่วยอะไร เราจึงไม่ตาย

และร่างกายเราทำอะไร จึงได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ออกมา


"แล้วทำไมไม่ถามคุณครูล่ะ"

พี่ๆ บางท่านอาจนึกแย้งอยู่ในใจ


โธ่พี่... ในสมัยนั้น การยกมือขึ้นถามคุณครูในห้องเรียนนี่ เป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนะครับ

โดยเฉพาะเด็กที่สอบได้อันดับต้นๆ (เมื่อนับจากข้างท้าย) อย่างผม

คงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดอย่างมากเลยทีเดียว...




ความรู้ข้อที่สาม : การหายใจระดับเซลล์


ใช่แล้วครับ พ่อแม่พี่น้องไม่ได้อ่านผิด และผมก็ไม่ได้พูดผิดหรอกครับ

เพราะเมื่อผมเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ ผมจึงได้ค้นพบคำคำนี้จากหนังสือชีววิทยาในห้องสมุดของโรงเรียนครับพี่

แต่จนแล้วจนรอดก็อ่านไม่เข้าใจซะที

และหลังจากนั้นหลายปี ผมก็ได้พบว่าการหายใจระดับเซลล์เป็นอะไรที่มีความซับซ้อนอย่างมาก และมากเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจได้ในการเรียนระดับประถม

แต่ถ้าหากจะพูดแบบย่อๆ และรวบตัดตัดความอาจพูดได้ว่า...


กระบวนการหายใจของเรา ก็คือการทำการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ร่างกายต้องการและไม่ต้องการ โดยร่างกายจะได้รับออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเพื่อนำส่งไปให้เซลล์ต่างๆ ได้ใช้  ซึ่งเซลล์นั้นๆก็จะนำออกซิเจนมาใช้ในการขบวนการที่ซับซ้อนอย่างหนึ่งเพื่อทำให้สารอาหารปลดปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งพลังงานนี้แหละครับที่ทำเราเดิน วิ่ง กิน นอน และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ และในขณะเดียวกัน การสร้างพลังงานนั้นก็ต้องเกิดของเสียขึ้นมาด้วย ซึ่งของเสียอย่างหนึ่งก็คือแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์ ร่างกายจึงต้องนำของเสียที่เกิดจากการสร้างพลังงานของเซลล์ ซึ่งก็คือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกายครับ


การรับออกซิเจนและระบายคาร์บอนไดออกไซค์ของเซลล์นี่แหละครับที่เป็นส่วนหนึ่งของการหายใจระดับเซลล์


ทั้งออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกลำเลียงโดยเลือดนะครับ เมื่อเลือดไหลผ่านเส้นเลือดฝอยที่กระจายอยู่รอบๆถุงลมที่อยู่ในปอด การแลกเปลี่ยนแก๊สทั้งสองก็จะเกิดขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงที่มีฮีโมโกลบินจะทำหน้าที่จับออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในเลือดก็จะซึมออกจากผนังเส้นเลือดแล้วถูกส่งออกไปนอกร่างกายในจังหวะที่หายใจออกครับ 


กลไกของอวัยวะภายในร่างการของมนุษย์นี่ ช่างมัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อเลยว่าไหมครับพี่น้อง


มาถึงตรงนี้เราก็คงสามารถบอกได้ในเบื้องต้นแล้วนะครับว่า เส้นเลือดตำแหน่งที่หนึ่งและสองที่ไหลจากปอดเข้าสู่หัวใจตามรูปในโจทย์จะต้องพาแก๊สออกซิเจนไปให้เซลล์ใช้ตามจังหวะการหายใจเข้า และตำแหน่งสามและสี่ก็จะต้องเป็นการนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์ที่เกิดจากเซลล์มาระบายออกในขั้นตอนการหายใจออกแน่ๆ ใช่ไหมครับ




ความรู้ข้อที่สี่ : หัวใจของฉัน ไม่ว่างพอที่จะตามง้อเธอ


ใช่แล้วครับ หัวใจของคนเรานั้นทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีโอกาสได้หยุดพักเลยแม้ซักนาทีเดียว

ดังนั้นหากใครซักคนจะพูดแบบประชดประชันว่า

"หัวใจของชั้นไม่มีเวลาว่างพอที่จะไปตามงอนง้อใคร"

ก็คงไม่ผิดใช่ไหมครับ


แต่ต้องระวังว่าเขาหรือเธอที่เรารักคนนั้น อาจไปแล้วไปลับเลยก็ได้เน้อออ


หัวใจของเราที่ไม่มีเวลาว่างนั้น จะทำหน้าที่สำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายมากๆ ก็คือการสูบฉีดเลือดเพื่อการนำแก๊สออกซิเจนจากปอดไปส่งให้เซลล์ และนำคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ส่งไปยังปอด หรือพูดง่ายๆ ก็คือหัวใจจะทำหน้าที่ก่อให้เกิดการไหลเวียนเลือดนั่นเองครับ

ระบบไหลเวียนเลือด จะนำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำและคาร์บอนไดออกไซด์สูงจากเส้นเลือดดำจากทุกๆส่วนของร่างกายส่งเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา แล้วส่งต่อไปยังห้องล่างขวาเพื่อสูบเลือดออกจากหัวใจไปสู่ปอด ณ ที่ปอดซึ่งมีถุงลมและเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมากนี่เอง เป็นที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซค์ในเลือดที่มีปริมาณสูงจะแพร่จากเลือดออกไปยังถุงลม แล้วขับออกจากร่างกายในจังหวะที่ร่างกายหายใจออก

และเมื่อร่างกายหายใจเข้า อากาศก็จะไหลเข้าไปยังปอด แก๊สออกซิเจนในอากาศที่อยู่ประมาณ 21 % ซึ่งมีปริมาณมากกว่าแก๊สออกซิเจนในเลือดในตอนนั้น ก็จะแพร่เข้าสู่เส้นเลือด แล้วเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงก็จะไหลจากปอดสู่หัวใจทางห้องล่างซ้ายแล้ว แล้วส่งต่อไปยังห้องบนซ้าย แล้วถูกสูบส่งออกจากห้องบนซ้ายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายต่อไป


มาถึงตรงนี้ เราคงรู้กันแล้วนะครับว่า แก๊สออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์นั้น วิ่งผ่านไปทั่วร่างกายโดยอาศัยเส้นเลือดโดยมีหัวใจเป็นจักรกลสำคัญที่ทำให้เลือดมีการไหลเวียนได้


ซึ่งก่อนจะจบความรู้ข้อที่สี่นี้ อาจต้องทบทวนให้พ่อแม่พี่น้องฟังซักนิดเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำว่า อากาศที่เราหายใจกันอยู่นั้น มีปริมาณออกซิเจนอยู่ประมาณ 21% และมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์อยู่ประมาณ 0.04 % นะครับ โดยสภาวะความดันอากาศหรือความกดอากาศบนพื้นดินปกติที่เราๆท่านๆ อาศัยกันอยู่นี้ มีความกดอากาศเท่ากับ 1 บรรยากาศ ซึ่งวัดได้เท่ากับ 760 มิลลิเมตรของปรอท หรือที่มักนิยมเขียนกันว่า 760 mmHg 


และอาจเพิ่มเติมให้ฟังกันอีกซักนิด(โดยไม่เกี่ยวกับโจทย์ข้อนี้)ว่า ถ้าเราอยู่บนที่สูงขึ้นไป ความกดอากาศก็จะลดลง แต่ถ้าเราอยู่ลึกลงไปความกดอากาศก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งในทุกๆการเปลี่ยนระบบความสูงทุก 11 เมตร ความกดอากาศจะเปลี่ยนแปลง 1 มิลลิเตรของปรอทครับพี่น้อง




ความรู้ข้อที่ห้า : ปริมาณแก๊สในกระแสเลือด


แหม... พูดเหมือนเป็นนักวิชาการอย่างไงก็ไม่รู้เนอะ แต่ก็นึกคำพูดที่ดูธรรมดาๆกว่านี้ไม่ออก ก็เลยขอจั่วหัวความรู้ข้อที่ห้านี้ว่า "ปริมาณแก๊สในกระแสเลือด" อย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งในที่นี้จะพูดเฉพาะแก๊สออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซค์เท่านั้นนะครับ


เพื่อให้มีความซับซ้อนน้อยลง(หรือเปล่า?) การวัดปริมาณของแก๊สหรือการวัดความเข้มข้นของแก๊ส สามารถวัดได้ในรูปของความดันแก๊ส ยกตัวอย่างเช่น ในอากาศปกติที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนประมาณ 21% นั้น อาจบอกได้ว่า แก็สออกซิเจนจะมีความดันแก๊สเท่ากับ 160 มิลลิเมตรของปรอท ซึ่งก็คำนวณได้จากการเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่า...

          แก๊สปกติ       100% มีความดันเท่ากับ                760           มิลลิเมตรของปรอท

         แก๊สออกซิเจน 21%   มีความดันเท่ากับ 760/100 x 21 = 160   มิลลิเมตรของปรอท


ดังนั้น จากกราฟแท่งชุดแรกในรูปตามโจทย์ ซึ่งเป็นกราฟแสดงอากาศเข้า(ซึ่งก็คืออากาศทั่วๆไป) จึงแสดงค่าความดันของแก๊สออกซิเจนเท่ากับ ประมาณ 160 มิลลิเมตรของปรอท ด้วยประการฉะนี้ครับพ่อแม่พี่น้อง

หากเราลองคำนวณปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในหน่วยของความดันแก๊ส เราจะพบว่าในอากาศปกติจะมีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ถึง 1 mmHg เลยครับ


แต่เราต้องทราบกันเพิ่มเติมอีกนิดนึงว่า ปริมาณแก๊สออกซิเจนที่จะเข้าไปในกระแสเลือดในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สกันที่ถุงลมนั้น ไม่ได้เข้าไปทั้งหมดนะครับ และในขณะเดียวกันแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก็ไม่ได้ถูกถ่ายออกไปจากกระแสเลือดทั้งหมดเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อเราหายใจออก จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนเท่านั้นที่ถูกถ่ายออกมา ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกถ่ายออกมาก็จะวนอยู่ในระบบการไหวเวียนเลือดต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ พอเราวัดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับแก๊สออกซิเจนในตำแหน่งที่เลือดกำลังถูกส่งออกมาจากถุงลมหลังจากมีการแลกเปลี่ยนแก๊สกันแล้ว จะพบได้ว่าปริมาณแก๊สออกซิเจนจะมีอยู่ประมาณ 104 mmHg ในขณะที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะมีอยู่ประมาณ 40 mmHg นะครับ (ไม่ใช่แก๊สออกซิเจนจะมี 160 แล้วแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีอยู่แค่ไม่ถึง 1 นะครับ)


ดังนั้น ที่ตำแหน่ง 1 ตามรูปในโจทย์ อาจจะบอกได้ว่าปริมาณแก๊สออกซิเจนจะมีปริมาณสูง ในขณะที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณที่ต่ำกว่า

ทำนองเดียวกัน ที่ตำแหน่ง 2 ที่เพิ่งปั้มออกมาจากหัวใจ ก็ย่อมมีแก๊สออกซิเจนปริมาณสูง ในขณะที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณที่ต่ำกว่า เช่นเดียวกัน


พอเลือดไหลจากตำแหน่งที่ 2 ก็จะเข้าสู่เซลล์ต่างๆ แก๊สออกซิเจนก็จะถูกเซลล์นำไปใช้ แล้วก็ถ่ายเทแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ดังนั้นพอมาถึงตำแหน่งที่ 3 แก๊สออกซิเจนจึงมีปริมาณที่ลดน้อยลง แต่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีปริมาณที่มากกว่า

ทำนองเดียวกัน ที่ตำแหน่ง 4 ที่เพิ่งปั้มออกมาจากหัวใจ ก็ย่อมมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำกว่า ในขณะที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณที่สูงกว่า เช่นเดียวกัน


สำหรับในตำแหน่งที่ 5 ซึ่งเป็นลมหายใจที่เราหายใจออกนั้น หากพ่อแม่พี่น้องอาจคิดว่าต้องมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเยอะกว่าแก๊สออกซิเจนแน่ๆ

ก็ใคร่บอกว่า เป็นความคิดที่ผิดครับพี่น้อง

ก็เพราะตะกี้นี้ ผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่า ในตอนเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุงลมตอนเราหายใจเข้านั้น ออกซิเจนไม่ได้แพร่เข้าไปในเลือดทั้งหมดนะครับ ซึ่งก็หมายความว่ายังมีออกซิเจนบางส่วนเหลืออยู่ในถุงลมใช่ไหมครับ

ดังนั้น ในตอนที่เราหายใจออก ทั้งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งแก๊สออกซิเจนก็ผสมปนเปกันออกมา จึงทำให้ลมหายใจออกถึงแม้ว่าจะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก แต่ก็ยังคงมีแก๊สออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ครับ


  

เป็นไงครับ พอเข้าใจได้อย่างนี้แล้ว เราพอจะตอบคำถามของโจทย์กันได้แล้วใช่ไหมครับ?


โจทย์ถามว่า ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งในรูปกับตำแหน่งในแผนภูมิได้ถูกต้อง

1. 1-A  2-B

2. 2-B  3-C

3. 3-A  4-B

4. 4-B  5-C

ตอนนี้ เราก็รู้ถึงปริมาณแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในตำแหน่งต่างๆ แล้วนะครับ ถึงแม้ว่าความรู้ของเราในตอนนี้จะไม่รู้สัดส่วนที่ชัดเจนว่าใครเยอะแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกราฟ เราจะพบว่า ตำแหน่ง 1 2 และ 5 ต้องใกล้เคียงกับกราฟ A หรือ C แน่ๆ

ส่วนตำแหน่ง 3 และ 4 ต้องตรงกับกราฟ B อย่างแน่นอนใช่ไหมครับ


ถ้าเรารู้อย่างนี้ เราก็มาดูข้อช้อยส์แต่ละข้อกันนะครับ ว่าอันไหนคู่ไหนควรจะถูก คู่ไหนควรจะผิดบ้าง...


     ข้อ 1. 1-A √    2-B  X


     ข้อ 2. 2-B X    3-C X


     ข้อ 3. 3-A X   4-B  √


     ข้อ 4. 4-B √  5-C √


ดังนั้น ด้วยความรู้ในเบื้องต้นแบบนี้ เราก็สามารถตอบได้ว่า คำตอบที่ถูกต้อง ต้องเป็นข้อ 4. อย่างแน่นอนครับ


 

 


เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช