.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ป.3 ปี 2560 ข้อที่ 8.


ข้อที่ 8.


การทดลองเปรียบเทียบความสามารถของการละลายของสาร A และ B ตามรูป


การทดลองนี้ควรแก้ไขที่ขั้นตอนใด จึงจะทำให้การทดลองเป็นไปตามวัตถุประสงค์

1. ขั้นที่ 1

2. ขั้นที่ 2

3. ขั้นที่ 3

4. ขั้นที่ 4


เป็นไงบ้างครับสำหรับข้อนี้

เดี๋ยวมาช่วยกันเฉลยนะครับ


ในเบื้องต้นนั้น พ่อแม่พี่น้องคงทราบถึงหลักเกณฑ์พื้นฐานในการทำการทดลองอยู่แล้วใช่ไหมครับ

แต่เพื่อทบทวนเล็กๆน้อยๆ ผู้น้อยคนนี้ขอเล่าย้อนหลังให้ฟังนิดนึงนะครับว่า


โดยทั่วไป เมื่อเราสงสัยเรื่องอะไร เราก็จะต้องทำการทดลองนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันสิ่งที่เราสงสัยอยู่ว่าเป็นไปตามที่เราคาดเดาไว้หรือไม่

ซึ่งหลักการพื้นฐานก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับพี่น้อง


เราก็เพียงแต่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราสงสัย

แล้วควบคุมสิ่งที่เราไม่สงสัยให้คงที่เอาไว้แค่นั้นเองครับ


ซึ่งถ้าจะพูดเพื่อเพิ่มความงงอีกเล็กน้อย ก็คือ เราจะเปลี่ยนแปลงตัวแปรต้น(คือสิ่งที่เราสงสัย) เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม(คือผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราสงสัย) โดยต้องควบคุมตัวแปรควบคุมให้คงที่อยู่เสมอในทุกๆชุดของการทดลอง(คือควบคุมไม่ให้สิ่งที่เราไม่สงสัยเปลี่ยนแปลง) 


ดังนั้น สำหรับการทดลองตามโจทย์ที่ต้องการศึกษาความสามารถในการละลายของสาร A และ B

ก็คือ เรากำลังสงสัยอยู่ว่าระหว่างสาร A กับสาร B ใครละลายได้มากน้อยกว่ากันนั่นเอง ซึ่งเมื่่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องควบคุมสิ่งที่เราไม่สงสัยให้คงที่เอาไว้ เช่น ต้องไม่เปลี่ยนชนิดของสารที่เป็นตัวทำละลาย  ต้องไม่เปลี่ยนปริมาตรของตัวทำละลาย ไม่เปลี่ยนอุณหภูมิของตัวทำละลาย อย่างงี้เป็นต้นครับ


ทีนี้ เรามาช่วยกันดูว่าการทดลองตามรูปมีขั้นตอนไหนที่น่าจะไม่ถูกต้องบ้าง...

ขั้นตอนที่ 1 ต้มน้ำในบีกเกอร์ เสร็จแล้วก็แบ่งใส่ภาชนะที่มีขนาดเท่ากัน 2 ใบซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2


ณ จุดตรงขั้นตอนที่ 2 ที่บีกเกอร์ทั้งสองแบ่งมาจากน้ำที่ต้มในบีกเกอร์เดียวกัน ดังนั้นเราก็หมายเหตุไว้ในใจได้ว่าอุณหภูมิของน้ำทั้งสองบีกเกอร์จะต้องเท่ากันอย่างแน่นอน ซึ่งเราก็จะได้ไม่สงสัยในภายหลังว่าการที่สารนู้นนี่นั่นละลายได้มากน้อยต่างกันเป็นเพราะตัวทำละลายมีอุณหภูมิต่างกันหรือไม่  และหากเราสังเกตุเพิ่มเติมอีกนิดนึง เราจะเห็นได้ว่ามีการใส่น้ำในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละบีกเกอร์ใช่ไหมครับ


พอมีถึงขั้นตอนที่ 3 ก็มีการใส่สาร A และ B โดยใส่อย่างละ 1 กรัมเท่ากัน ซึ่งก็คงไม่งงอย่างเล็กๆใช่ไหมครับว่า หากเราต้องการทดลองเปรียบเทียบความสามารถของการละลายของสาร A และ B นั้น เราควรเปลี่ยนปริมาณสาร A กับสาร B หรือไม่?

เราก็คิดง่ายๆอย่างนี้นะครับว่า เราสนใจว่าสาร A กับ B ใครจะละลายได้ดีกว่ากัน ดังนั้นเราก็ควรควบคุมปริมาณให้เท่ากันใช่ไหมครับถึงจะเปรียบเทียบได้ว่า ในปริมาณเท่าๆกันนั้นใครละลายได้ดีกว่ากัน

ดังนั้น การใส่สาร A กับสาร B อย่างละ 1 กรัมเท่ากันนั้น เป็นการทดลองที่ถูกต้องแล้วครับพี่น้อง


ส่วนขั้นตอนที่ 4 มีการคนสารให้ละลายด้วยแรงที่เท่ากัน ก็แสดงว่าขั้นตอนนี้เป็นการที่ทำเหมือนกันสำหรับทั้งสองสาร ดังนั้นขั้นตอนที่ 4 จึงเป็นการทดลองที่ถูกต้องแล้ว


เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็สรุปได้เลยใช่ไหมครับว่าขั้นตอนที่ 2 น่าจะเป็นขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร ซึ่งที่ถูกต้องตัวทำละลายของทั้งสองสารจะต้องมีปริมาตรเท่ากันครับ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้จะเห็นได้ว่าเรามีการควบคุมอุณหภูมิ ชนิดตัวทำละลาย ปริมาณตัวทำละลาย ปริมาณสารที่สงสัย และความแรงในการคน แล้วมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ชนิดของสาร A กับสาร B ซึ่งทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า  ความสามารถของการละลายของสาร A และ B นั้น ใครละลายได้ดีกว่ากัน


แต่พี่ๆ บางท่านอาจแย้งว่า ก็เราเปลี่ยนปริมาณน้ำในภาชนะที่จะละลายสาร A ให้มีปริมาตรมากกว่าที่จะละลายสาร B แล้ว ดังนั้นเมื่อใส่สาร A และ B 1 กรัมเท่ากัน เราก็สามารถสรุปได้แล้วว่าถ้า B ละลายได้มากกว่าทั้งๆ ที่ตัวทำละลายน้อยกว่า ก็แสดงว่า B ละลายได้ดีกว่า A ซึ่งแสดงว่าการทดลองนี้ ไม่มีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเลย


ใช่ครับพี่...

เราอาจคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่จะไม่ถูกต้องนัก เพราะหากเราต้องการพิสูจน์ต่อไปว่าใครมี % การละลายได้มากน้อยกว่ากัน ซึ่งเราอาจต้องกรองเอาสารที่ไม่ละลายออกมาแล้วทำให้แห้งแล้วก็ชั่งดูว่าที่เหลือที่ไม่ละลายนั้นมีกี่กรัม แล้วเทียบกับปริมาณ 1 กรัมที่ใส่เข้าไปในตอนแรก ก็จะบอกเป็นตัวเลขได้ว่าร้อยละของการละลายของใครมากกว่าของใคร

แต่ถ้าเราทดลองโดยให้มีปริมาณของตัวทำละลายที่ไม่เท่ากัน เราจะคำนวณเปรียบเทียบอย่างนี้ไม่ได้เลยครับพี่น้อง


ดังนั้น สรุปแบบรวบรัด(รึเปล่า?)เลยนะครับว่า ขั้นตอนที่ 2 เป็นขั้นตอนที่ควรแก้ไข โดยการแบ่งน้ำร้อนลงในภาชนะทั้งสองให้มีปริมาตรเท่ากันครับ

 





(ทีนี้ ก็ได้ดูข้อต่อไปกันนะครับ...)



เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช