.

.

ข้อสอบวิทยาศาสตร์ สสวท. ป.3 ปี 2560 ข้อที่ 13.

 

 

ข้อที่ 13.


เมื่อนำชุดมอเตอร์ติดใบพัดมาต่อกับสายไฟและถ่านไฟฉาย 2 ก้อน ดังรูป


ข้อใดถูกต้อง

1. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะไม่หมุน แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะหมุน

2. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะหมุนไปในทิศตรงกันข้าม แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะไม่หมุน

3. รูปที่ 1 ใบพัดจะไม่หมุน แต่รูปที่ 2 และรูปที่ 3 ใบพัดจะหมุนไปในทิศตรงกันข้าม

4. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะหมุนไปในทิศเดียวกัน แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะหมุนในทิศตรงกันข้าม


ก่อนที่เราจะทำข้อสอบข้อนี้กัน เรามาทบทวนความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้า และมอเตอร์กันซักนิดนะครับ...


ความรู้ข้อที่หนึ่ง มีคำอยู่สองคำที่เราควรเข้าใจเบื้องต้น นั่นก็คือคำว่า "แรงดันไฟฟ้า" กับคำว่า "กระแสไฟฟ้า" ครับพี่น้อง

ซึ่งคำว่า "แรงดันไฟฟ้า" กับคำว่า "กระแสไฟฟ้า" นั้น ผู้น้อยขอเล่าให้ฟังแบบรวบรัดตัดตอนนิดนึงนะครับ ทั้งนี้เพราะถ้าเล่ามากเกินไปก็อาจเกินสิ่งที่น้องๆหนูๆที่อยู่ระดับประถมต้นควรจะรู้ และที่สำคัญถ้าเล่ามากเกินไปอาจจะทำให้เขียนไม่จบซักที เพราะนี่ก็เริ่มเขียนเป็นปีแล้วเพิ่งเขียนได้ 12 ข้อเอง (ฮา)


ความรู้ข้อที่หนึ่งจุดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าคืออะไรน้าาา

ในเบื้องต้นนั้น น้องๆหนูๆ คงเคยได้ยินคำว่า "อะตอม" กันมาบ้างแล้วนะครับ...

อะตอมประกอบด้วยอนุภาคต่างๆหลายส่วน แต่ที่เราควรรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของไฟฟ้าก็คือ อนุภาคบวก (โปรตรอน) กับอนุภาคลบ (อิเลคตรอน) ครับ

ปกติแล้วในอะตอมหนึ่งๆ จะมีจำนวนอิเลคตรอนกับโปรตรอนเท่ากันครับ หรือพูดแบบไทยๆได้ว่าอนุภาคบวกและลบจะมีเท่ากัน พอเอามาบวกลบกันแล้วจึงกลายเป็นศูนย์ (0)  ซึ่งทำให้อะตอนตามปกติจะมีความเป็นกลางทางไฟฟ้าครับ

อิเลคตรอนนั้นจะถูกดึงดูดให้อยู่ภายในอะตอม โดยแรงดึงดูดนี้ในแต่ละสสารจะไม่มากน้อยไม่เท่ากันนะครับ เช่นอะตอมของไม้จะมีแรงดึงดูดอิเลคตรอนมากกว่าอะตอมของเหล็กเป็นต้น


หากมีอะไรซักอย่างมากระตุ้นต่อสสารที่อะตอมมีแรงดึงดูดอิเลคตรอนต่ำ อิเลคตรอนนั้นก็อาจเคลื่อนข้ามไปยังอะตอมข้างเคียง เมื่อมีการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่ง ก็อาจพูดได้ว่าคือการเคลื่อนที่ของประจุลบ นั่นก็คือเกิดการไหลของกระแสไฟฟ้านั่นเองครับพี่น้อง


มาถึงตรงนี้ จึงทำให้เรารู้เพิ่มเติมว่า สารที่อิเลคตรอนที่เคลื่อนไปมาระหว่างอะตอมได้จะสามารถนำไฟฟ้าได้ ซึ่งเรียกสารนั้นว่ามีสมบัติเป็น "ตัวนำไฟฟ้า"

ส่วนสารที่อิเลคตอนเคลื่อนที่ไปมาระหว่างอะตอมได้น้อย จะนำไฟฟ้าไม่ได้ ซึ่งเรียกกันว่าสารนั้นมีสมบัติเป็น "ฉนวนไฟฟ้า" ครับ



อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เริ่มงงกันหรือยังครับนี่ ?

ถ้าไม่งงจนเกินไป ลองมาทำความเข้าใจถึงคำว่า "แรงดันไฟฟ้า" กันนะครับ



ความรู้ข้อที่หนึ่งจุดสอง : แรงดันไฟฟ้า และวอลตาผู้ยิ่งใหญ่

เรารู้กันจากข้อแรกแล้วนะครับว่ากระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอน ดังนั้นถ้าเราทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่ได้ เราก็สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ครับพี่น้อง

ซึ่งเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้วซึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่นามว่า วอลตา (หรือชื่อเต็มๆว่า Alessandro Giuseppe Antonio Anastasio Volta)  พอทราบอย่างนี้ก็ไม่ได้นิ่งเฉยครับ เขาริเริ่มคิดค้นเครื่องที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนได้สำเร็จ โดยใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนครับ


ซึ่งถ้าจะพูดว่าเขาคือผู้สร้างแบตเตอรี่เครื่องแรกของโลกก็คงไม่เวอร์เกินไปเลยครับ

การคิดค้นอันยิ่งใหญ่ของวอลตานี้ ถือเป็นการนำพาโลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเลยครับพี่น้องงงง!!!

ดังนั้นเพื่อเป็นการจารึกคุณงามความดีของ Volta จึงเรียกหน่วยวัดแรงดันไฟฟ้า หรือความต่างศักย์ไฟฟ้าว่าโวลต์ (volt) ตามชื่อของ Volta อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ครับ

 

กลไกการทำงานแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่วอลตาสร้างขึ้นอาจดูจะเข้าใจยากไปซักนิดสำหรับน้องๆหนูๆที่เรียนอยู่ระดับประถมต้น ดังนั้นจึงเอาเป็นว่าวอลตาได้สร้างเครื่องที่สามารถกระตุ้นให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่ภายในตัวนำได้ครับ โดยถ้าพิจารณาที่ถ่านไฟฉายที่เราๆรู้จักกันอยู่ อิเลคตรอนจะเคลื่อนจากขั้วลบของถ่านไฟฉายผ่านตัวนำไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วเคลื่อนไปยังขั้วบวกของถ่านไฟฉายครับ ซึ่งถ้าจะพูดให้งงๆนิดหน่อยก็อาจพูดว่า อิเลคตรอนอิสระจะเคลื่อนที่จากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า และจะหยุดเคลื่อนถ้าทั้งสองจุดมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากันครับ


พอมาถึงตรงนี้ พ่อแม่พี่น้องบางท่านอาจนึกแย้งอยู่ในใจว่าผมเล่าอะไรผิดไปหรือเปล่า...

ข้อความที่ว่า "อิเลคตรอนอิสระจะเคลื่อนที่จากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า" นี่พูดกลับกันหรือเปล่า

เพราะตามหลักความเป็นจริงสิ่งของต่างๆต้องเคลื่อนจากที่สูงไปยังที่ต่ำซิ ดังนั้นอิเลคตรอนควรจะเคลื่อนที่จากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่าไม่ใช่เหรอ

พี่ๆบางท่านอาจคิดแย้งอยู่ในใจ


ผู้น้อยคนนี้ไม่ได้พูดผิดหรอกครับ อิเลคตรอนอิสระจะเคลื่อนที่จากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าจริงๆครับ

ซึ่งเพื่อไขความข้องใจ รบกวนลองอ่านความรู้ข้อหนึ่งจุดสามต่ออีกซักนิดนะครับ...




ความรู้ข้อที่หนึ่งจุดสาม : เลยตามเลย

ในตั้งแต่ครั้งที่มีการค้นพบกระแสไฟฟ้ากันใหม่ๆ แม้จะทราบว่าประจุไฟฟ้ามีสองชนิดคือ + (บวก) กับ - (ลบ) ก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นออกจะงงๆที่จะทดสอบว่ากระแสไฟฟ้าไหลจากไหนไปไหน เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลสารพันแล้ว จึงสรุปว่าไฟฟ้าคือประจุบวกไหลจาก + ไป -

แต่เมื่ออิเล็กตรอนถูกค้นพบในภายหลัง จึงพบว่าการสรุปไว้ในตอนแรกนั้นผิดพลาดเพราะความจริงไฟฟ้าในตัวนำคือการไหลของอิเล็กตรอน (ประจุลบ) จาก - ไป + ครับ


แต่เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาโลกแตก การนิยามให้กระแสไฟฟ้าไหลจากขั้วบวกไปขั้วลบจึงยังคงใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่เราต้องหมายเหตุไว้ในใจนิดนึงว่ากระแสดังกล่าวเป็นกระแสสมมตินะครับ โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลตรงข้ามกับทิศการไหลของอิเลคตรอน โดยไหลจากจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง(ขั้ว +) ไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า (ขั้ว -) และจะหยุดไหลเมื่อศักย์ไฟฟ้าทั้งสองจุดมีค่าเท่ากันครับ


หมายเหต : ในระยะหลังได้มีทฤษฏีเกี่ยวกับโฮล  (Hole) ครับ โดยอธิบายว่าโฮลหรือรูนั้นเคลื่อนที่อยู่ภายในตัวนำ โดยเมื่ออิเลคตรอนเคลื่อนที่ก็ทำให้เกิดเป็นรูหรือช่องว่างขึ้นมานั่นคือเกิดโฮล เมื่ออิเลคตรอนเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามีผลให้เกิดโฮลเคลื่อนที่มาข้างหลัง  มีทิศทางสวนทางกัน ซึ่งการเคลื่อนที่ของโฮลนั้นก็คือการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้านั่นเองครับ

 

เล่าไปเล่ามาชักไปกันใหญ่

เอาเป็นว่าข้อความตะกี้ถ้าอ่านแล้วเกิดอาการงงๆ ก็อาจข้ามไปเลยก็ได้นะครับ


เรามาสรุปกันตรงนี้ดีกว่านะครับว่า

   - กระแสไฟฟ้าเกิดจากเคลื่อนที่ของอิเลคตรอน โดยกระแสไฟฟ้ามีทิศจากขั้วบวกไปยังขั้วลบซึ่งตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนของอิเลคตรอน

   - อิเลคตรอนเคลื่อนที่ได้เมื่อเกิดความต่างศักย์ระหว่างจุดสองจุด

   - ความต่างศักย์เกิดขึ้นได้จากแหล่งกำเนิดเช่น ถ่านไฟฉาย


เป็นไงครับ สรุปอย่างนี้ ก็ดูจะโล่งอกขึ้นเยอะเลยใช่ไหมครับ...

ถ้างั้นเรามาดูความรู้ข้อต่อไปกันนะครับ...



ความรู้ข้อที่สอง : มอเตอร์

มอเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมากเลยครับ มอเตอร์ที่เราเห็นได้อย่างชัดๆ ก็เช่นพัดลมนั่นไงครับ ส่วนมอเตอร์ที่ซ่อนๆอยู่ที่เราอาจมองไม่เห็นตรงๆก็เช่นลิฟท์ เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ แอร์ ปั้มน้ำ และมอเตอร์อาจอยู่ในของใช้ที่เราอาจไม่คาดว่าจะมีก็เช่น นาฬิกาแบบเข็ม หรือเครื่องกรอฟัน เครื่องฉีดน้ำแรงสูง อย่างงี้เป็นต้นครับ


หลักการทำงานของมอเตอร์ก็ดูๆแล้วไม่ได้มีอะไรซับซ้อนจนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ครับ โดยเบื้องต้นนั้น เราทราบกันอยู่แล้วว่าแม่เหล็กที่มีขั้วเหมือนกันจะผลักกัน และเราก็ทราบกันอีกว่าเราสามารถสร้างแม่เหล็กจากกระแสไฟฟ้าได้ ดังนั้น ถ้าเราสร้างแกนที่หมุนได้ให้อยู่ภายใต้สนามแม่เหล็ก แล้วจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไปให้แกนหมุนเกิดสนามแม่เหล็ก แกนหมุนก็จะถูกสนามแม่เหล็กที่มีอยู่แล้วผลักให้หมุนได้ครับ

เห็นไหมครับ โดยหลักการดูเหมือนการสร้างมอเตอร์จะไม่มีอะไรยากเลยใช่ไหมครับ


วันไหนพอมีเวลาว่าง คุณพอคุณแม่ลองช่วยกันทำมอเตอร์แบบง่ายๆ เล่นกับลูกๆกันดูซิครับ สนุกดีออก


แต่มอเตอร์ที่ใช้งานกันจริงๆ ถึงแม้จะใช้หลักการตามที่ว่ามา ก็ไม่ได้สร้างกันง่ายๆนะครับ

ต้องมีการออกแบบ ต้องมีการคำนวณให้สามารถมีแรงหมุนมากพอ เร็วพอต่อความต้องการ

อีกทั้งยังต้องคงทน ไม่ร้อนเกินไปขณะทำงาน และประหยัดกระแสไฟมากที่สุดเท่าที่จะออกแบบได้ครับ

 

มอเตอร์ในโลกนี้มีมากมายหลายชนิดเลยครับ


ส่วนมอเตอร์ที่น้องๆหนูๆ เห็นกันอยู่ในของเล่นต่างๆ คือมอเตอร์ที่ใช้สำหรับไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งก็คือไฟฟ้าจากถ่านไฟฉายนั่นเองครับ ซึ่งมอเตอร์แบบนี้จะหมุนกลับทิศทางได้ถ้าเราต่อสายไฟจ่ายเข้ามอเตอร์สลับขั้ว เช่นจากขั้วบวกเป็นขั้วลบและจากขั้วลบเป็นขั้วบวกครับ


เอาหละครับ เล่ามาถึงตรงนี้แล้วเราก็น่าจะมีความรู้มากพอที่จะทำข้อสอบข้อนี้ได้แล้วนะครับ...

แต่เอ... เรามาคุยกันเรื่องการต่อถ่านไฟฉายกันก่อนดีไหมครับ?



ความรู้ข้อที่สาม : เซลล์ไฟฟ้า


ถ่านไฟฉายที่เราๆใช้กันอยู่นั้นมีชื่อเรียกในทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า "เซลล์ไฟฟ้า" หรืออาจเรียกว่า"เซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบแห้ง" ก็จะครบถ้วนดีครับ

แต่เพื่อให้ง่าย ผู้น้อยขอเรียกว่าถ่านไฟฉายก็แล้วกันนะครับ


ถ่านไฟฉาย เป็นแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง ดังนั้นจังมีขั้วบวกและขั้วลบนะครับ โดยขั้วบวกจะอยู่ปลายข้างหนึ่งของก้อนถ่านไฟฉายโดยจะมีตุ่มๆโผล่มาอยู่ให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งของถ่านไฟฉายจะเป็นขั้วลบ ซึ่งตามภาษาชาวบ้านนั้นมักเรียกตรงขั้วบวกว่าหัวถ่าน ส่วนขั้วลบเราก็เรียกว่าก้นถ่านครับ

ลองดูรูปที่ผู้น้อยพยายามวาดให้ดูตามข้างล่างนี้นะครับ

เห็นไหมครับ เห็นขั้วบวกและขั้วลบบนก้อนถ่านไฟฉายก้อนนี้แล้วนะครับ


ความรู้ข้อที่สามจุดหนึ่ง : การต่อเซลล์แบบอนุกรม

ถ่านไฟฉายแบบทั่วๆไปจะผลิตมาขายด้วยแรงดันไฟฟ้าขนาดเดียวคือ 1.5 โวทต์ (1.5 V) ครับ ดังนั้นหากต้องการแรงดันให้มากกว่านี้ก็จะต้องเอาหลายๆก้อนมาต่อกันโดยเอาหัวของก้อนนึงมาต่อเข้ากับก้นของอีกก้อนนึงครับ ลองดูภาพปลากรอบดูนะครับ


 

แบบนี้เรียกว่าการต่อเซลล์แบบอนุกรม ซึ่งจะได้แรงดันไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีวิธีการคำนวณง่ายคือการเอาแรงดันไฟฟ้าที่อยู่ในทิศเดียวกันมาบวกกัน เช่นถ้าตามรูปถ่านแต่ละก้อนมีแรงดัน 1.5 V ดังนั้นเมื่อด่ออนุกรมกันสองก้อน แรงดันรวมก็จะเป็น 1.5 +1.5 = 3.0 V ครับ การต่ออนุกรมแบบนี้ถ้านำไปต่อกับหลอดไฟ หลอดไฟก็จะสว่างมากกว่าการต่อด้วยถ่านเพียงก้อนเดียวครับ


แต่หลอดจะสว่างอยู่ได้ไม่นานนะครับ เนื่องเพราะการต่ออนุกรมแบบนี้ แม้เราจะได้แรงดันเพิ่มขึ้นก็จริงอยู่ แต่กระแสไฟที่จ่ายออกจากการต่อแบบนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยนะครับ

ทีนี้เรามาดูการต่อถ่านไฟฉายอีกแบบ ซึ่งเรียกกันว่าการต่อแบบขนานครับ



ความรู้ข้อที่สามจุดสอง : การต่อเซลล์แบบขนาน

การต่อแบบขนานก็คือการนำขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวกของอีกก้อน แล้วเอาขั้วลบไปต่อกับขั้วลบของอีกก้อน แล้วค่อยต่อสายไฟออกไปใช้งาน

อธิบายแล้วก็ออกจะงงๆนะครับ ดูภาพประกอบกันเลยดีกว่า...


การต่อแบบขนาน หน้าตาจะเป็นตามรูปข้างบนนี้เลยครับ การต่อแบบนี้แรงดันไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้นนะครับแต่กระแสไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้านำไปต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟจะสว่างเท่ากับการต่อด้วยถ่านก้อนเดียวนั่นแหละครับ แต่ที่จะแตกต่างก็คือหลอดไฟจะติดต่อเนื่องได้นานนนกว่าครับ


"อ้าว...ถ้าอยากได้ทั้งหลอดสว่างขึ้นด้วยและติดสว่างนานขึ้นด้วย ก็อดน่ะซิคะ"

พี่สาวผมยาวคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปนิดนึงถาม


ทำได้ซิครับพี่ เราสามารถทำให้ได้ตามความต้องการของพี่เลยครับ เค้าเรียกกันว่าการต่อเซลล์แบบผสมครับ...



ความรู้ข้อที่สามจุดสาม : การต่อเซลล์แบบผสม

การต่อถ่านไฟฉายแบบนี้คือการเอาการต่อแบบอนุกรมมาต่อกันอีกครั้งแบบขนาน ซึ่งก็จะทำให้ได้ความดันไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแบบการต่ออนุกรม และก็ได้กระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแบบการต่อแบบขนาน ซึ่งถ้านำไปต่อหลอดไฟ หลอดก็จะติดสว่างมากขึ้นแล้วก็ติดนานมากขึ้น

ลองดูรูปตัวอย่างการต่อแบบนี้กันนะครับ

การต่อแบบผสมแบบนี้แหละครับ ที่ตอบโจทย์ของคุณพี่ผู้หญิงที่ถามเมื่อตะกี้ ที่ทั้งหลอดสว่างขึ้นด้วยและติดสว่างนานขึ้นด้วยครับ

 

 

เอาล่ะครับ ตอนนี้เราก็มีความรู้ครบถ้วนเพียงพอที่จะทำข้อสอบข้อนี้กันแล้วนะครับ โดยโจทย์ให้รูปชุดทดลองการต่อมอเตอร์มา 3 ชุด แล้วถามว่าคำตอบข้อใดถูกต้อง โดยให้เราพิจารณาว่าใบพัดชุดไหนหมุนหรือไม่หมุน และหมุนไปทิศทางอย่างไร

 


- ชุดการทดลองตามรูปที่ 1. ตามรูปจะเห็นได้ว่าถ่านไฟฉายได้ต่อกันไว้แบบอนุกรมซึ่งถ่านไฟฉายแต่ละก้อนวางอยู่ทิศทางเดียวกัน โดยหัวถ่านต่อกับก้นถ่าน ซึ่งถ้าถ่านแต่ละก้อนมีขนาดแรงดันเท่ากับ 1.5 V ความดันรวมจากการต่อแบบนี้จะเท่ากับ 1.5 + 1.5 = 3 V. ดังนั้นแรงดันไฟฟ้าก็จะมีค่าเสริมกัน ทำให้ใบพัดหมุนอย่างแน่นอนครับ


- ชุดการทดลองตามรูปที่ 2. ตามรูปจะเห็นได้ว่าถ่านไฟฉายได้ต่อกันไว้แบบอนุกรมซึ่งถ่านไฟฉายแต่ละก้อนวางอยู่ทิศทางเดียวกัน โดยหัวถ่านต่อกับก้นถ่าน ซึ่งถ้าถ่านแต่ละก้อนมีขนาดแรงดันเท่ากับ 1.5 V ความดันรวมจากการต่อแบบนี้จะเท่ากับ 1.5 + 1.5 = 3 V. ดังนั้นแรงดันไฟฟ้าก็จะมีค่าเสริมกัน ทำให้ใบพัดหมุนอย่างแน่นอนครับ แต่เนื่องจากเป็นการต่อถ่านเข้ากับมอเตอร์สลับขั้วกับรูปที่ 1. ดังนั้น ใบพัดในรูปที่สองนี้จะหมุนทิศตรงข้ามกับชุดการทดลองที่ 1. ครับ


- ชุดการทดลองตามรูปที่ 3. จะเห็นว่ามีการต่อถ่านไฟฉายกลับทิศกัน ซึ่งถ้าถ่านแต่ละก้อนมีขนาดแรงดันเท่ากับ 1.5 V ความดันรวมจากการต่อแบบนี้จะเท่ากับ 1.5 + (-1.5) = 0 V. แสดงว่าชุดการทดลองที่ 3. นี้แรงดันไฟฟ้าไม่มีเลย ดังนั้นมอเตอร์ก็จะไม่ทำงาน ใบพัดจึงไม่หมุนเลยครับ


 

ทีนี้เราก็มาพิจารณาว่าคำตอบข้อใดถูกต้อง

 


คำตอบขอ้ที่ 1. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะไม่หมุน แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะหมุน

 

ที่ถูกต้องคือรูปที่ 1. และรูปที่ 2. หมุน แต่รูปที่ 3. ไม่หมุนครับ คำตอบข้อนี้จึงไม่ถูกต้อง


คำตอบข้อที่ 2. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะหมุนไปในทิศตรงกันข้าม แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะไม่หมุน

 

คำตอบข้อนี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องครับ เพราะเป็นไปตามที่เราได้วิเคราะห์กันไว้แล้วใช่ไหมครับ


คำตอบข้อที่ 3. รูปที่ 1 ใบพัดจะไม่หมุน แต่รูปที่ 2 และรูปที่ 3 ใบพัดจะหมุนไปในทิศตรงกันข้าม

 

ที่ถูกต้องคือรูปที่ 1. และรูปที่ 2. หมุน แต่รูปที่ 3. ไม่หมุนครับ คำตอบข้อนี้จึงไม่ถูกต้อง


คำตอบขอ้ที่ 4. รูปที่ 1 และรูปที่ 2 ใบพัดจะหมุนไปในทิศเดียวกัน แต่รูปที่ 3 ใบพัดจะหมุนในทิศตรงกันข้าม

ที่ถูกต้องคือรูปที่ 1. และรูปที่ 2. หมุน โดยหมุนทิศตรงกันข้ามกัน ส่วนรูปที่ 3. ไม่หมุนครับ คำตอบข้อนี้จึงไม่ถูกต้อง

 


ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องก็คือคำตอบข้อที่ 2. ด้วยประการฉะนี้...




ปล. จบการเฉลยข้อนี้ซะทีนะครับ ซึ่งพอกลับมาอ่านดูอีกที เพิ่งรู้ตัวว่าเหมือนจะอธิบายมากเกินไปนะครับ (ฮา)






เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช