Categories
HYENA Hyena-Fanfic

[แฟนฟิก] HYENA (2020) : Kingdom of HYENA จองกึมจา x ยุนฮีแจ

สองสัปดาห์ถัดมา ก็มีข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วทั้งวัง ว่าฝ่าบาทโดนพวกชนเผ่าเร่ร่อนจับเป็นตัวประกันอยู่ที่ฮวางวอน ทั้งขุนนางและแม่ทัพทุกฝ่ายต่างเปิดประชุมด่วน คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้จัดประชุมนี้ก็คือท่านเสนาบดีฝ่ายขวาซงพิลจุงที่ยืนยันหนักแน่นว่าแหล่งข่าวของเขาเชื่อถือได้

เช้านี้ ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง แม้บัลลังก์จะไร้องค์ราชา เสียงถกเถียงเงียบลง เมื่อท่านเสนาฝ่ายขวาก้าวเข้ามาในห้อง ทุกสายตาจับจ้องมอง วันนี้แทนที่จะยืนในแถวแบบทุก ๆ ครั้ง กลับก้าวขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นแรกที่ทอดสู่ยกพื้นที่วางบัลลังก์ว่างเปล่า แล้วเอ่ยเสียงก้อง

“เหล่าขุนนางทั้งหลาย” เขาทำสีหน้าเคร่งเครียด “อย่างที่พวกท่านทราบ ตอนนี้ฝ่าบาทโดนชนเผ่าชายแดนจับเป็นตัวประกัน กองทัพขนาดย่อมที่ทรงนำทัพด้วยตัวเองไปฮวางวอนโดนตีแตก ไม่เหลือนายทหารรอดมาสักนาย จึงต้องจัดประชุมนี้ขึ้น เพื่อร่วมหารือว่าเราจะช่วยฝ่าบาทให้ทันกาลได้อย่างไร”

ขุนนางทั้งห้องและเหล่าแม่ทัพมองหน้ากันไปมา จนปัญญาด้วยไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามที่จับฝ่าบาทไปเช่นนั้นต้องการอะไรกันแน่ ไหนเลยจะเสนอความคิดถูก

“ข้าคิดว่าทางที่ดี เพื่อรักษาชีวิตฝ่าบาท เราควรส่งเครื่องบรรณาการไปเจรจา ไม่ว่าจะเป็นทองคำ กำลังพล หรือช้างม้า จำนวนเท่าใดก็ไม่อาจเทียบชีวิตฝ่าบาทได้” เขาเอ่ยต่อ ขุนนางหลายคนคล้อยตามเมื่อเห็นสีหน้าโศกลงของผู้พูด

หารู้ไม่ว่าบรรณาการที่เอ่ยออกมาทั้งหมดนั้น ก็เพื่อตัวผู้พูดเองทั้งสิ้น เสียงฮึมฮำออกความเห็นเริ่มกระจายไปทั่วห้อง ดูรวม ๆ แล้วต่างพยักหน้าเห็นด้วย ทำเอาคนกลางห้องแทบเก็บยิ้มมุมปากไม่มิด แต่รอยยิ้มนั้นก็สะดุดไป เมื่อเสียงหนึ่งดังขัดขึ้น

“ช้าก่อน!”

เป็นเสียงทรงอำนาจไม่ต่างจากเสียงของฝ่าบาท หนักแน่นราวกับเสียงแม่ทัพหลวง มั่นคงราวกับเสียงขุนนางอาวุโส แต่ไพเราะเสนาะกังวาลดุจเสียงของหญิงงามล่มเมือง เจ้าของเสียงก้าวเข้ามาในท้องพระโรง ทำเอาขุนนางทุกคนนิ่งอึ้ง

พระมเหสีในเครื่องทรงเต็มยศ มวยผมเกล้าเก็บปักปิ่นหงส์ ชุดประจำตำแหน่งสีแดงเลือดขลิบทอง ตัดด้วยผ้าพาดและกระโปรงเนื้อหนักสีดำ ก้าวย่างดุจนางสิงห์ ในมือถือป้ายหยกประจำตำแหน่งขององค์ราชา เดินผ่านเหล่าขุนนางที่ก้มหัวให้โดยศิโรราบ มุ่งตรงสู่บัลลังก์ ตัดหน้าเสนาบดีฝ่ายขวาไปราวกับไม่มีตัวตน แล้วจึงนั่งลงบนนั้นโดยไม่มีใครกล้าคัดค้าน พระอาจารย์คิมผู้เป็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายเดินตามหลังเข้ามา ไปยืนประจำตำแหน่งของตน

ใช้เวลาสักพัก กว่าร่างของซงพิลจุง จะก้าวลงจากบันได และหันมาโน้มตัวเพียงเล็กน้อยให้สตรีบนบัลลังก์ ในขณะที่ขุนนางทั้งท้องพระโรงคุกเข่าลงทำความเคารพ

“โปรดลุกขึ้น” จองกึมจาสั่งเสียงเรียบ

“พระมเหสี” เป็นซงพิลจุงอีกเช่นเคยที่กล้าพูด คราวนี้ปิดยิ้มไม่มิดจริง ๆ เมื่อมีข่าวสำคัญมาบอกคนตรงหน้า แต่คนอย่างนางน่าจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น “เรากำลังหารือเรื่องช่วยเหลือฝ่าบาท เป็นเรื่องเร่งด่วน พระมเหสีรั้งไว้เช่นนี้ เกรงว่าคนอื่นจะมองว่ามีเจตนาแอบแฝงนะพะย่ะค่ะ”

“ท่านเสนาขวา” คราวนี้เป็นคิมชางอุคที่เอ่ยขึ้น

“โปรดระวังคำพูด”

ซงพิลจุงเพียงแต่ยิ้มออกมา แล้วพูดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เมื่อกลางดึก ข้าได้รับสาส์น แจ้งข่าวว่าทัพที่ยกไปฮวางวอนอย่างลับ ๆ ของฝ่าบาทถูกชนเผ่าเร่ร่อนขนาบตีแตก ฝ่าบาทโดนจับไปเป็นตัวประกัน พระมเหสีทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่”

เขามองใบหน้านิ่งหยิ่งผยองนั้นด้วยความลำพองใจ นึกขันว่าคนตรงหน้าต้องเก็บความรู้สึกเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือดไว้ลึกเพียงใดจึงได้แนบเนียนเช่นนี้ “อย่างที่รู้กันว่าในฮวางวอนแทบไม่มีบุรุษเหลืออยู่ ทั้งสตรีและเด็กจึงโดนชนเผ่าพวกนั้นประหารเพียงชั่วพริบตา รวมทั้งนายทหารในทัพของฝ่าบาทด้วย นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว ฝ่าบาทจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ยังไม่มีใครรู้”

ร่างบางระหงบนบัลลังก์ยังคงไม่ขยับเขยื้อน สักพัก ริมฝีปากแดงจึงเปิดขึ้น เอื้อนเอ่ยออกมา

“เหมือนท่านเสนาจะรู้รายละเอียดดีเสียจริง เล่าเสียอย่างกับว่าไปเห็นเองกับตา”

ซงพิลจุงพยักหน้าแล้วถอนหายใจน้อย ๆ

“แหล่งข่าวของข้าไม่เคยพลาดรายละเอียดสำคัญ”

ยิ้ม

นางกำลังยิ้มงั้นหรือ

เขาไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่

“แปลกจริง” พระมเหสีว่า “มีแหล่งข่าวที่เก็บรายละเอียดได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าท่านเสนา มีกองกำลังอยู่ที่นั่นด้วยหรอกหรือ จึงได้มีคนให้ข่าว”

“พระมเหสีเข้าใจผิดแล้ว แหล่งข่าวนี้เป็นเพียงชาวบ้านในเมืองข้างเคียง ผู้เก็บของป่าทั่วไป ไม่ใช่กองกำลัง”

“อ้อ เช่นนั้น ที่ท่านพูดเมื่อครู่ ก็เป็นเพียงข่าวในสาส์นที่ส่งมาจากชาวบ้านทั่วไป ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาฝ่าบาทมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการสงครามพวกไหนเป็นพวกไหน และไม่น่าจะอ่านออกเขียนได้นี่เอง ท่านหมายความเช่นนั้นสินะ”

จองกึมจาส่งยิ้มหวานให้ เป็นยิ้มหวานที่เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งตัดขั้วหัวใจ

“ท่านเสนา เป็นถึงเสนาบดีฝ่ายขวา นำข่าวจากชาวบ้านทั่วไปมาถกกันในท้องพระโรงแบบนี้ จะดีหรือ”

เงียบ

บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบไปประหนึ่งมีคนหยุดเวลาไว้ แม้จะเป็นเพียงการเจรจาโต้ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ อีกคนออกจะติดหวานด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้เหล่าขุนนางขนลุกซู่ไปตาม ๆ กัน ด้วยสัมผัสได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่เริ่มก่อตัว

“ท่านได้ข่าวจาก ‘ชาวบ้าน’ มาเมื่อกลางดึกสินะ” เป็นพระมเหสีที่เอ่ยทำลายความเงียบนี้ขึ้น

แต่ยังไม่ทันให้ซงพิลจุงได้ตอบ ก็ชิงพูดตัดขึ้นก่อน

“แต่ข้าได้สิ่งนี้มาเมื่อเช้ามืด”

เสนาบดีฝ่ายซ้ายคิมชางอุคก้าวมาข้างหน้า ในมือถือม้วนกระดาษบนผ้าสีทองที่คุ้นตาที่เพิ่งได้รับมาจากม้าเร็วเมื่อเช้านี้ ก่อนจะกางออกแสดงด้านในให้ทุกคนได้เห็น แม้ตัวอักษรจะไม่ใหญ่พอให้ทุกคนอ่านออก แต่เจตนาในการกางออกนี้ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนอ่านข้อความ แต่เพื่อให้ทุกคนเห็นสิ่งนั้น

ตราประทับสีแดงขององค์ราชาที่เด่นหราอยู่บนกระดาษสีเหลืองนวล ให้รับรู้โดยทั่วกันว่านี่ไม่ใช่สาส์นจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ไม่ใช่ข่าวจากแม่ทัพนายกองที่ไหน

แต่นี่…คือ พระราชโองการ

พระอาจารย์คิมหันพระราชโองการกลับมาจับให้ถนัดมือ ขุนนางทุกคนเห็นดังนั้นก็รีบหมอบต่ำ เตรียมรับพระราชโองการ แม้แต่ซงพิลจุงเองที่ดวงตายังเบิกกว้าง ก็ต้องคุกเข่าลง

“พบกองกำลังที่ไม่ได้รายงานต่อส่วนกลางที่ฮวางวอน ผู้นำกองกำลังรับสารภาพว่าเรื่องชนเผ่าที่รุกรานฮวางวอนเป็นเรื่องแต่งขึ้นทั้งสิ้น แท้จริงคือคนในกองกำลังเดียวกันสร้างความไม่สงบ โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ในราชสำนัก ซ้ำกองกำลังดังกล่าวยังหมายเอาชีวิตทัพหลวง…

จากการสอบสวน ผู้นำกองกำลังให้ปากคำว่า คำสั่งทุกอย่างมาจากท่านเสนาบดีฝ่ายขวา ซงพิลจุง!”

ขุนนางทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ข้า จึงขอใช้อำนาจในฐานะกษัตริย์ สั่งปลดตำแหน่งของซงพิลจุงและริบกองกำลังทั้งหมดของกลุ่มตระกูลซง ให้จำคุกซงพิลจุงเพื่อรอรับโทษ ฐานซุกซ่อนกองกำลังและคิดการประทุษร้ายบ้านเมือง พระราชโองการ องค์ราชายุนฮีแจ”

สิ้นราชโองการ เสียงถกเถียงกันก็ดังระงม

ซงพิลจุงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธราวกับตัวจะระเบิด

เกิดอะไรขึ้น

เขาเพิ่งได้รับสาส์นรายงานจากผู้นำกองกำลังว่าได้ตัวฝ่าบาทมาแล้ว หรือว่านี่ จะเป็นเพียงแผนตบตาของสตรีตรงหน้า

“หลอกลวง!” เขาตะโกนก้อง ไม่เหลือเค้าเสนาบดีผู้นิ่งสงบเยือกเย็น

“หากฝ่าบาทไปฮวางวอนจริง ฎีกาทั้งหมดที่ลงตราประทับมาย่อมเป็นฝีมือของพระมเหสี พระราชโองการนี้ก็คงไม่พ้นกัน!” คนบนบัลลังก์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่ยินดียินร้าย

“ก็ข้าให้ป้ายหยกนางไปแล้ว จะเป็นนางหรือข้าประทับตรา ต่างกันตรงไหน”

11 replies on “[แฟนฟิก] HYENA (2020) : Kingdom of HYENA จองกึมจา x ยุนฮีแจ”

hello, i already read your fanfic you really did a great job,i really enjoyed your fanfic, btw can i get the password for kingdom of hyena, thank you before

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *