Categories
HYENA Hyena-Fanfic

[แฟนฟิก] HYENA (2020) : Kingdom of HYENA จองกึมจา x ยุนฮีแจ

จองกึมจายืนอยู่ที่ระเบียง ชื่นชมทิวทัศน์หลังตำหนักที่บัดนี้เห็นเป็นเพียงเงาของต้นไม้และเทือกเขา เธอตื่นขึ้นมาเพราะฝันถึงเรื่องเดิม ๆ และขี้เกียจหาทางนอนให้หลับแล้ว จึงออกมายืนรับลมหนาวอยู่แบบนี้

สองมือลูบที่หน้าท้องคล้ายกับจะกล่อมให้เด็กน้อยในนั้นได้หลับใหลทั้ง ๆ ที่เธอเองก็ยืนตาค้างอยู่

“หลับเถอะลูก” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง “แม่จะรอพ่ออยู่ตรงนี้”

รู้ดีว่าเขาจะต้องได้สติ และกลับมา

หลายคนอาจมองว่าเธอบ้าที่ไม่เข้าหาเขาเลย ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีง้องอนอย่างที่คู่รักควรจะเป็น แต่เธอเข้าใจเขามากกว่านั้น ล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าเขาไม่ได้โกรธอะไรเธอเลย เพียงแต่โกรธตัวเองที่ไม่ยอมเข้าใจความเป็นจริงเสียที และคงโกรธแค้นซงพิลจุงไม่ต่างกับที่เธอรู้สึก

เขาน่าจะไม่อยากให้เธอล่วงรู้ว่าเขาควบคุมความคิดนี้ไม่ได้ จึงหนีไปหลบฉากอยู่คนเดียว ให้เวลาสักหน่อยคงคิดได้และกลับมาเป็นคนเดิมเอง

คนรักกันไม่จำเป็นต้องแนบชิด เกาะติดแจเสียทุกเรื่อง เมื่อจำเป็นก็ต้องให้ระยะห่างระหว่างกันบ้าง เป็นพื้นที่ว่างให้ต่างฝ่ายได้ทบทวนเรื่องในใจของตนเอง หากเย็นลงแล้วค่อยกลับมาปรับความเข้าใจกัน แต่เขายังปรับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ซงพิลจุงก็เข้ามาหาเธอที่ตำหนักเสียก่อน คนที่ห่วงเธอยิ่งกว่าชีวิตจะไม่ตามมาได้หรือ

เจอเรื่องที่เธอเข้าไปรับดาบให้ขุ่นหมองใจไม่พอ ยังมาเจอเธอปล่อยให้ซงพิลจุงเข้าเฝ้าถึงในตำหนักแบบนี้คงทำให้เขาหยุดตัวเองไม่ไหว พูดแบบนั้นออกมากับเธอ

เธอพยายามไม่โกรธแล้วนะ แต่ก็อดรู้สึกเคืองใจอยู่บ้างไม่ได้

ก็เขางี่เง่าไม่เลิกเสียที

แต่เธอก็พร้อมให้อภัย เพราะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าทั้งหมดคือความรักของเขา

และในเวลานี้ก็คิดถึงเขามาก

.

ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากด้านหลัง เธอไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ราวกับคุ้นเคยกับเสียงฝีเท้านี้มาตลอดชั่วชีวิต ไม่กี่อึดใจฝีเท้านั้นก็มาหยุดอยู่ข้างหลังเธอ ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยกระจายไปทั่วร่างเมื่ออ้อมแขนแกร่งสอดเข้ามากอดไว้จากด้านหลัง

มีแต่ความเงียบระหว่างกันอยู่ระยะหนึ่ง แต่บรรยากาศกลับแปลกไปจากเมื่อหัวค่ำ เป็นความเงียบที่สงบ และสบายใจ

“มีประโยชน์ไหมยุนฮีแจ ที่เราจะโกรธกันเช่นนี้” เธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อเห็นว่าคนข้างหลังเอาแต่กอดเธอไว้นิ่ง ๆ

“ไม่มี” เสียงทุ้มกระซิบสั่นไหวอยู่ข้างหูเธอ อ้อมแขนของเขากระชับอยู่ที่เอว มือลูบอยู่บนหน้าท้องของเธอ ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนไหล่เล็กผ่านเสื้อนอนผ้าบางเบา “ข้าขอโทษเจ้า ขอโทษเจ้ากับลูกที่ข้าเป็นแบบนี้”

จองกึมจาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ลูบแขนเขาเหมือนจะปลอบโยน สัมผัสได้ว่าคนที่กอดเธออยู่กำลังสั่นไหว

เขารู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองกระทำ ที่เธอเข้ามาขวางก็เพราะอยากจะรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาล้วน ๆ เข้ามาขวางเพราะหวังจะไม่ให้อะไรมาสั่นคลอนบัลลังก์ของเขาได้ แต่เขากลับมึนตึงใส่เธอ ปล่อยเธอทิ้งไว้ที่ตำหนักอย่างไม่น่าให้อภัย

“ทำไมเจ้ายังไม่นอนอีก?”

เธอหมุนตัวมาสบตากับเขา จ้องมองลึกซึ้งจริงใจ ก่อนจะเอ่ยออกไปตามความรู้สึกจริง ๆ

“ข้าฝันร้าย” เธอกระซิบแผ่วเบา หวังให้เขารับรู้ว่าตัวเองสำคัญเพียงใดยามเอื้อนเอ่ย “แต่ตื่นมาแล้วไม่มีท่านยิ่งกว่าฝันร้าย”

ยุนฮีแจจ้องมองเธอกลับ รู้ความนัยที่อีกฝ่ายต้องการสื่อออกมา เธอเองก็เจ็บปวดกับการที่เห็นเขาหันหลังให้

“ข้าขอโทษที่ขาดสติ ขอโทษที่ปล่อยเจ้ากับลูกอยู่แบบนี้” ดวงตาเรียวเล็กที่มองตรงมาที่เธอ ภาพตรงหน้าพร่ามัวเพราะถูกบดบังด้วยม่านน้ำตา ยิ่งเห็นเธอมองมาอย่างเข้าอกเข้าใจยิ่งเจ็บช้ำ

เธอรั้งเขาเข้ามาใกล้เมื่อเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาคนที่มักจะเข้มแข็งอยู่เสมอ เช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน แล้วกดให้เขาซบลงกับไหล่

น้ำตาขัตติยกษัตริย์ จะให้ร่วงลงแตะแผ่นดินคงมิได้

“ข้าขอโทษ” เสียงของเขาพึมพำอยู่กับเธอ พูดซ้ำด้วยถ้อยคำเดิมราวกับจนด้วยคำพูด

“พอแล้ว ข้ายังไม่โกรธท่านเลย” จองกึมจาลูบหลังเขาปลอบโยนอยู่อย่างนั้น เรียวนิ้วไล่ตามรอยแผลเป็นของเขาที่กลางหลัง

รู้ดีว่าไม่มีวันที่เขาจะทำร้ายเธอ ขนาดครั้งนั้นเธอทำเขาเจ็บแสบ ยังเอาตัวมาบดบังเธอไว้อีก

โมโหขนาดนี้ยังหนีหน้าไม่ให้ระเบิดอารมณ์ใส่เธอ

นี่แหละบุรุษที่เธอฝากชีวิต

“ข้าก็ขอโทษที่ขวางท่าน” เธอกระซิบตอบ “ขอให้ท่านรู้ไว้ว่า ที่ทำไม่ใช่เพราะข้าไม่รักชีวิตตัวเอง แต่เป็นเพราะรักท่านยิ่งกว่า”

สัมผัสได้ว่าหยดน้ำตาร้อนผ่าวอีกหลายหยดร่วงลงมากระทบผิวเนียน

มือบางเปลี่ยนมาลูบศีรษะให้ ไล่นิ้วแทรกไปตามเรือนผมของเขา บีบนวดเบา ๆ เหมือนจะปลอบ ไม่นานก็มีรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก

โดนเจ้าแฝดเล่นเข้าให้แล้วสินะ

ปกติมีที่ไหนน้ำตาจากมหากษัตริย์พระองค์นี้ ความคิดนั้นทำให้จองกึมจายิ้มขำ

ถ้าไม่มีเจ้าสองคน แม่คงไม่ได้มากอดปลอบพ่อแบบนี้หรอก

.

“ซงพิลจุงมาพูดอะไรกับเจ้า” คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ถามเสียงเข้ม แต่คนได้ฟังกลับมีรอยยิ้มเกลื่อนบนใบหน้า เปลี่ยนอารมณ์เร็วเสียจริง ก่อนหน้านี้ยังร้องไห้ให้โอ๋แบบเด็ก ๆ อยู่เลย

“ตอนนั้นท่านไม่ยักอยากรู้”

“ตอนนี้อยากรู้” คิ้วหนาขมวดมุ่น ไม่ยอมให้เธอเบี่ยงประเด็น “ตอบมาสิ”

จองกึมจาถอนหายใจ พยายามทำความเข้าใจกับความแปรปรวนของคนต้องหน้า

“มาพูดเรื่องฝ่าบาทองค์ก่อน” เธอแตะแขนเขาไว้เมื่ออีกฝ่ายดูโมโหขึ้นมาทันที “มาพูดเหมือนไม่อยากให้เรื่องนี้หลุดออกไป”

คนที่กำลังจะของขึ้นหยุดชะงักด้วยความงุนงง “ทำไมกัน?”

ถ้าเทียบกันแล้วซงพิลจุงน่าจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากกว่าหากเปิดเผยออกไป และหากดึงดันพูดให้เป็นทำนองว่าเขาทำในขณะที่ยุนฮีแจยังถูกตราหน้าเป็นกบฏ เพียงทำตามคำสั่งของฝ่าบาทองค์ก่อนที่ยังเป็นราชาในตอนนั้นก็คงพอจะทำให้ได้รับโทษลดลงได้ ถึงจะได้รับโทษหนัก แต่คงได้รับการยกเว้นโทษประหารอีกครั้ง และไม่นานก็กลับมามีบทบาทในระบบการปกครองได้อีกเพราะอิทธิพลที่เคยสั่งสมเอาไว้มีมาก

ต่างกับจองกึมจา เรื่องนี้เธอได้รับการว่าจ้างให้ทำ เมื่อมีสิ่งตอบแทนก็ไม่จัดว่าเป็นการทำไปตามหน้าที่ตามบทบัญญัติของแผ่นดิน คิดไปทางใดก็มีแต่ผิดกับผิด ก่อนหน้านี้ซงพิลจุงไม่เคยคิดจะนำข้อได้เปรียบนี้มาใช้ คงเป็นเพราะไม่อยากให้บุตรสาวตนเองโดนหางเลขไปด้วย

เวลาต้องโทษแบบนี้ไม่ได้โดนเพียงคนเดียว แต่แปดเปื้อนไปทั้งตระกูล แต่พอมาถึงจุดที่ตัวเองตกต่ำขนาดนี้แล้ว ถ้าจะมีความคิดนำเรื่องพวกนี้กลับมาพูด เขาก็ไม่แปลกใจ พอได้ยินว่าซงพิลจุงเป็นฝ่ายมาบอกเธอไม่ให้พูดเรื่องนี้ ก็รู้สึกสับสนเริ่มคาดเดาแผนการของเขาไม่ออกเสียแล้ว

“นอนก่อนมั้ยวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยคิดก็ได้” จองกึมจาตอบกลับมาสบาย ๆ มีรอยยิ้มละไมแบบที่เขาชอบอยู่บนใบหน้า

แต่คนกำลังคิดหนักไม่ยอม “เลือกว่าจะไม่ได้นอนเพราะคิดเรื่องนี้ หรือไม่ได้นอนเพราะทำอย่างอื่น”

เขากระซิบอยู่ใกล้ ๆ ขยับมาหาแล้วกดริมฝีปากลงกับซอกคอเธออย่างรวดเร็วจนร่างบางสะดุ้ง “หมอหลวงบอกว่าปลอดภัย ข้าก็จะเชื่อตามนั้น”

จองกึมจาดันใบหน้าของเขาออกอย่างรวดเร็ว พอสบายใจหน่อยก็กลับมาเป็นยุนฮีแจคนเดิมเสียแล้ว รุ่มร่ามกับเธอตลอด

ไม่อายคนอื่นบ้างหรือ แต่งงานไม่ทันไรก็มีทายาทแล้วแบบนี้ เขาจะคิดอย่างไรกัน

“คงมีแผนใหม่แล้ว” เธอว่าตามที่คิด “เหมือนจงใจจะรักษาเกียรติของข้าไว้ ซึ่งแปลกมาก”

ยุนฮีแจหัวเราะหึหึให้กับคนที่โดนแกล้งหน่อยก็เข้าสู่โหมดจริงจัง จนเธอต้องหันมาค้อน แต่ไม่รู้เมื่อกี้แค่หยอกเล่นหรืออยากทำจริง เธอเลยไม่กล้าขยับตัวมาก แค่ทุบอกเขาเบา ๆ แก้เก้อไปก่อน

การที่รู้ว่าซงพิลจุงไม่คิดจะใช้ความลับนั้นมาทำให้พระมเหสีของเขาตกที่นั่งลำบากทำให้สบายใจขึ้นนิดหน่อย แต่ยุนฮีแจก็ยังอดกังวลถึงแผนการต่อไปไม่ได้

ลำพังแค่งานราชการ กับตั้งรับแผนร้ายอย่างเดียวก็ยุ่งพอตัวแล้ว ทีนี้ต้องมาคิดอีกว่าจะทำอย่างไรให้ซงพิลจุงขยับตัวไม่ได้เสียที

ตอนนี้มีลูกน้อยเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

อีกสองชีวิตที่เขาจะต้องปกป้องให้ได้ แต่จะทำอย่างไร

“เจ้าว่าแผนการนั้นจะเกี่ยวข้องกับลูกของเราไหม?” มือหนาเอื้อมไปแตะหน้าท้องของเธอ จองกึมจาพยักหน้ารับ นั่นเป็นเรื่องที่เธอเองก็ยังคิดไม่ตก

“ข้าสังหรณ์ใจว่าจะเกี่ยว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐาน อาจจะแค่รู้สึกไปเอง”

ยุนฮีแจดึงเธอเข้ามานอนกอดไว้หลวม ๆ หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่านั่นคงเป็นแค่ลางสังหรณ์ของคนเป็นแม่ที่คิดเพราะเป็นห่วงลูก แต่ในใจก็รู้ดีว่าเมื่อมีตัวแปรใหม่ขึ้นมา ซงพิลจุงย่อมต้องใช้ตัวแปรนั้นให้มีประโยชน์อยู่แล้ว

“ข้าอยากย้ายซุงพิลจุงไปให้ไกลเจ้านัก” เขาพูดอย่างหัวเสีย

“ไม่มีประโยชน์หรอก” เธอตอบเบา ๆ ในใจนึกอยากให้เสนาซงอยู่ให้ไกลจากลูกของเธอเหมือนกัน แต่คนที่บัญชาการให้แม่ทัพมาอัญเชิญป้ายอาญาสิทธิ์พระราชทานมาที่ลานประหารได้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง แค่ย้ายให้ไปอยู่หัวเมืองอื่นไม่ทำให้ล้มเลิกแผนการไปได้หรอก ซ้ำยังพ้นหูพ้นตาพวกเขา อาจทำให้รวมกองกำลังได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ

“แล้วบุตรสาวของเขาเล่า” ยุนฮีแจเปรยขึ้นมา หากทำอะไรผู้เป็นพ่อไม่ได้ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป้าหมาย

“ซงจองฮวา..” เมื่อพูดถึงชื่อนั้นเธอก็นึกถึงภาพพระสนมเทน้ำชาราดเธอขึ้นมาทันที “นางฉลาดนะ แต่คงไม่เท่าพ่อ”

คำพูดนั้นทำให้เขาหันมาสนใจทันที “เจ้ามีแผนสินะ เรื่องนาง”

“ข้าสังเกตมาหลายครั้ง นางมักจะทำอะไรตามที่ซงพิลจุงบงการ”

เมื่อครั้งที่เข้ามาเฝ้าฝ่าบาทและเธอครั้งแรก ก็ดูตื่นเต้นจนเสียอาการ น่าจะไม่ได้เตรียมใจมาก่อน แต่ก็คงมีจิตใจให้ฝ่าบาทของเธอพอสมควร จึงได้เล่นไปตามผู้เป็นพ่อบอก อีกครั้งที่เข้ามาถึงตำหนักของเธอตอนที่ยุนฮีแจไม่อยู่ ก็ดูจะจงใจทำเสียงดังเป็นพิเศษเพื่อช่วยซงพิลจุงพิสูจน์ว่าฝ่าบาทไม่ได้ประทับอยู่ในตำหนักของเธอ ซึ่งคงไม่พ้นส่วนหนึ่งในแผนการของเสนาซงที่วางไว้แต่แรก

หากมองลึกลงไปในเรื่องที่ผ่านมา หมากสำคัญอีกตัวหนึ่งในเกมนี้ก็คงเป็นนาง

“ข้ากำลังจะพูดบางอย่างที่เจ้าอาจจะไม่พอใจ” ยุนฮีแจพลิกตะแคงมาหาเธอ ยันศีรษะขึ้นมองด้วยสายตาจริงจัง ฟังดูแล้วน่าจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แต่คนฟังกลับแย้มยิ้มรู้ทัน แตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากของเขาเบา ๆ ราวกลับต้องการหยุดคำพูดนั้น

“งั้นข้าพูดเองก็ได้..”

ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เธอเองก็คิดแบบเดียวกัน และรู้ดีว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากพูดออกมา “ข้าจะแต่งตั้งซงจงฮวาเป็นสนมชั้นสูง”

เป็นที่รู้กันว่าลำดับขั้นของสนมจะลดหลั่นกันไปตามที่พระราชาหรือพระราชินีจะโปรดปรานแต่งตั้ง ในกลุ่มสนมชั้นสูงเองก็มีแบ่งอีกหลายลำดับลดหลั่นกันไป ว่ากันว่าสตรีในกลุ่มนี้มีโอกาสสูงที่จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระสนมเอก ซึ่งเป็นลำดับรองจากพระราชินี

ที่สำคัญคือ ผู้ดำรงตำแหน่งพระสนมชั้นสูง จะต้องอยู่ในกฎกติกามากมาย เพราะเป็นตำแหน่งที่ขึ้นเป็นชายาของพระเจ้าแผ่นดินได้ จึงต้องมีบทบัญญัติให้เข้ามาอยู่ในตำหนักสนมชั้นสูงในเขตพระราชฐาน และห้ามมิให้บุรุษที่ไม่ได้มีสายโลหิตเดียวกันเข้าเฝ้า ส่วนสาวใช้นางในที่อยู่ในตำหนักสนมชั้นสูง ก็จะต้องเป็นนางในหลวงจากตำหนักพระราชินี อนุญาตให้นำสาวใช้ส่วนตัวมาอยู่ด้วยเพียงไม่กี่นาง

ในกรณีของซงจองฮวาคนที่จะเข้าพบได้ก็จะมีเพียงซงพิลจุงเท่านั้น การแต่งตั้งเข้ามาในตำแหน่งสูง หากมองถึงสิ่งที่จะตามมา จึงเป็นการจำกัดบริเวณ และห้ามพบปะบุคคลภายนอกในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง ยุนฮีแจต้องการใช้ประโยชน์จากข้อนี้

เขาจ้องมองเธอ มีรอยยิ้มที่มุมปาก ทำไมจองกึมจาถึงเป็นผู้หญิงที่ทำให้เขาแปลกใจได้ตลอดขนาดนี้ สิ่งที่เธอพูดออกมาบ่งบอกแล้วว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาคิดเป็นอย่างดี

“มองอะไร” เธอถามห้วน ๆ เมื่อรู้สึกว่าโดนจ้องนานไปหน่อย “เสร็จงานนี้แล้วรีบเอาลงจากตำแหน่งสนมชั้นสูงให้ด้วย”

“สัญญาเลย” เขาจูบปลายนิ้วของเธอที่แตะอยู่กับริมฝีปากยืนยัน สองพ่อลูกตระกูลซง ยังไงเขาก็ไม่ปล่อยใครไว้แน่

“แต่ถ้าท่านไม่ทำ ข้าก็จะจัดการเอง” จองกึมจามองเขาตรง ๆ ยิ่งซงจองฮวาขึ้นได้สูงเท่าไหร่ เธอยิ่งเอาลงง่ายเท่านั้น โดยเฉพาะหากให้อยู่ห่างกับซงพิลจุงแล้ว ดูจากการท่าทางการเยาะเย้ยอวดดีของนางวันนั้นเธอก็รู้แล้ว หากให้อำนาจมาก เดี่ยวก็ก่อเรื่องให้เธอเอาลงได้เอง

ที่สำคัญคือคนตรงหน้าเธอนี่สิ ตำแหน่งนี้ใกล้เขามากขึ้นทุกที หากซงจองฮวาทำให้ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย เพียงไม่นานอาจได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสนมเอก

สำคัญที่สุดคือ ห้ามฝ่าบาทของเธอเห็นดีด้วยเป็นอันขาด

สายตาคาดโทษของเธอทำให้เขารู้สึกขบขัน ไม่เคยคาดหวังว่าในชีวิตนี้จะได้เห็นอารมณ์แบบนี้จากเธอ

“ฟังดูน่ากลัวนะ” เขาหยอกเล่น ๆ และได้รับคำตอบเป็นสายตาน่ากลัวมองกลับมา

“นางมองท่านอยู่นะ คิดว่าข้าจะให้กินตำแหน่งสูงอยู่นานหรือไง”

“นั่นหมายความว่าอะไร?” ยุนฮีแจพูดกลั้วหัวเราะ ท่าทางอารมณ์ดีจนเธอหมั่นไส้ “หึงข้าหรือไง”

“ข้าแค่เป็นห่วงสถานะตัวเอง” เธอตอบกลับมาโดยไม่มองหน้าเขา พวงแก้มขึ้นสีระเรื่อเมื่อนึกได้ว่าเมื่อครู่พูดอะไรออกไป และตีความได้ว่าอย่างไร

แต่คนฟังไม่ได้สนใจอะไร ยังคงมีรอยยิ้มเกลื่อนบนใบหน้าขณะขยับเข้ามาหา นาน ๆ ทีพระมเหสีของเขาจะทำตัวน่าเอ็นดูเช่นนี้ ถ้าเป็นปกติละก็ มาล้อเธอเล่นแบบนี้คงได้ลงไปนอนอยู่กับพื้นกระดานข้างล่างแล้ว

ช่วงนี้คงอ่อนให้เขาเพราะกำลังไถ่โทษที่เข้ามาขวางสินะ

ริมฝีปากกดลงที่พวงแก้มร้อนหนัก ๆ เหมือนจะให้รางวัลกับคำพูดคำจาน่ารักนั่น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างสบายอารมณ์ว่า “ข้าเตรียมแผนเอาลงไว้แล้ว” เขาพูดพลางลูบไปตามเส้นผมของเธอที่กระจายอยู่บนหมอน “รับรองว่าปลดนางจากตำแหน่งได้ทันทีหากเกิดอะไรขึ้น”

จองกึมจาเลิกคิ้วมองหน้าเขา คิดว่าการที่เอาแผนนี้มาใช้กับสนมซง เขาคงคิดถึงความเสี่ยงและยอมรับมันเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะวางแผนไว้จนจบ เพราะเธอเองก็ยังคิดหาทางไม่ได้เลย

“ทำไม” เขาว่าขำ ๆ เมื่อเห็นเธอเลิกคิ้วสงสัยในสิ่งที่เขาพูด “คิดว่าข้าจะตั้งสนมให้มาแข่งกับมเหสีตัวเองง่าย ๆ อย่างนี้โดยไม่คิดให้ดีเสียก่อนงั้นหรือ มเหสีของข้าได้ฆ่าทิ้งพอดี”

แค่ตอนนี้สายตาของเธอก็เหมือนอยากจะฆ่าเขาแล้ว ยุนฮีแจรีบยกสองมือขึ้นมาแสดงท่าทางยอมแพ้ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เธอฟัง “ก่อนออกมาหาเจ้า ข้าเห็นนางที่หน้าตำหนักวังหลวง..”

11 replies on “[แฟนฟิก] HYENA (2020) : Kingdom of HYENA จองกึมจา x ยุนฮีแจ”

hello, i already read your fanfic you really did a great job,i really enjoyed your fanfic, btw can i get the password for kingdom of hyena, thank you before

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *